Sophon's profilesophon_tongPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 13

    สุขใจในกะลา

    สุขใจในกะลา
     
    ความสุขใจในกะลา
    ที่โหยหานี่อยู่ตรงไหน
    อยู่ที่พื้นที่หรืออยู่กับใจ
    ไม่มีใครใจยังสุขก็คงดี
     
    --------------------
     
    โลกในกะลาน่าชมชื่น
    ไม่ต้องฝืนกับอะไรต่าง ต่าง
    อิ่มเอม กับ การปล่อยวาง
    แม้ว่ารอบข้างจะเป็นกรอบของกะลา.....
     

    ในความฝัน....เจอแต่ความปวดร้าว

    ในความฝัน....เจอแต่ความปวดร้าว
     
     
    ในความฝัน......ฉันมีเธออยู่ตรงนั้น
    แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน
    ซึ่งดูเหมือนเราจะมีรักให้แก่กัน
    ความเป็นจริงนั้นต่างจากความฝันตรงนี้
    ฉันก็ไม่รู้ว่าจะจริงไหม  ในวันใด
    ที่ใจของเราจะมาตรงกันได้บ้างนะคนดี
    ความฝัน....ความจริง  ต่างกันเช่นนี้
    ความรักคงยากจะมีได้จริง จริง
    --------------------------------------
     
    ฝันหรือความจริง..................
    เธอมีสิ่งหนึ่งที่ดูสับสน
    รักหรือเกลียดดูเปปน
    แต่สิ่งหนึ่งที่ล้นออกมาคือน้ำตา
    ฉันพยายามคิดว่านี่คือความฝัน
    แต่ความจริงนั้นยังคงโหยหา
    ลืมตาขึ้นก็ยังคงปรากฏครบน้ำตา
    จริงหรือฝันเหมือนว่าไม่ต่างกันเลย
     
    ----------------------------------------
     
    วัฏฏะจักรแห่งรัก

    มองตา..........เห็นใครอีกคนในดวงตา
    เอื้อมือ..........ไกวคว้าแต่ยากถึง
    ติดตาม.........เธอไปด้วยใจคะนึง
    เสียใจ...........ฉันจึงร้องไห้ออกมา
    มองตา..........เธออีกครั้ง
    เอ่ยคำ............เพื่อรั้งเธอด้วยห่วงหา
    ร้องไห้...........น้ำตาเอ่อล้นออกมา
    ตัดใจ...............เอ่ยคำว่า “ลา” จากกัน

    อย่าเลยอย่ามาเห็นน้ำตาที่ฉันไหลริน
    มันแต่ก็แค่อินกับบทละครแห่งความรักใคร่
    ที่เห็นฉันดูบอบและช้ำอย่าถามว่าเพราะใคร
    เพราะในใจฉันไม่มีใครเลยจริง จริง
    มองหน้า  เอื้อมมือ  ติดตาม
    เสียใจ เอ่ยคำอำลา ทุกอย่างดูหยุดนิ่ง
    ไม่ร้องไห้ ใช่ต้องไม่ร้องไห้ เพื่อตัดใจให้ได้จริง
    และจงบอกให้เธอรู้ว่าเธอจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันอาลัย
     
    ---------------------------------------------------------
     

    เพียงฝัน...เพียงดวงดาวในใจ/กลบทงูกระหวัดหาง

    เอื้อมเก็บดาวพราวพร่างกลางห้วงหาว
    หทัยรื่นชื่นสกาวราวฟ้าใส
    สมรมิตรชิดแนบแอบฤทัย  
    ที่กลางใจเช่นดาวพราวนภา
    เพียงในฝันมีเธอก็สุขสม  
    สู่ความรักที่ภิรมย์อย่างหรรษา
    สร้างสิ่งสุขได้เกิดแก่กมลา  
    รู้แล้วว่าเพียงฝันก็ยังดี
    ดวงดาวแย้มนภาอย่างโชติช่วง  
    ช่างไม่ห่วงตัวเองจะหมองศรี
    สวยสะอางหรืออย่างไรไม่ไยดี  
    ด้วยมิมีสิ่งใดลบละลาย
    เลือนเอาแสงที่สว่างอยู่กลางหาว  
    หันเหดาวให้หมดลดความหมาย
    มากดาวหมื่นดวงก็ไม่มลาย  
    ลบความหมายแห่งคุณค่าของดวงดาว
    ด้วยตัวฉันก็รู้ซึ้งซึ่งความหมาย  
    มิมีคลายความรักอย่างปวดร้าว
    รู้จักรักรู้จักค่าความสกาว  
    ก่อนดวงดาวจะดับลับขอบฟ้า
    ผันก็ดี จริงก็ช่าง ยังมีฝัน  
    ฝากถึงจันทร์ให้ผ่อนแรงแสงระย้า
    ยอมให้ฤกษ์แห่งดาวส่องลงมา  
    มองเห็นข้าที่เอื้อมคว้าอยู่ตรงนี้
    นี่ก็เพราะความรักจึงมีฝัน  
    ฟ้า ดาว จันทร์ ฉันจะมีอยู่ทุกที่
    ทั้ง ๆ รู้ ถึงเป็นฝันก็ยังดี  
    ด้วยยังมี เพียงฝัน ..... เพียงดาวในดวงใจ
    January 04

    และทุกอย่างก็โอเค

    รู้สึกไม่สบายใจ ได้เอ่ยปากพูดออกไปบ้าง และทุกอย่างก็โอเค
    โกรธใคร ๆ รอบ ๆ ข้าง ลองนึกรักเขาดูบ้าง และทุกอย่างก็โอเค
    เบื่องานที่ต้องทำอยู่ มองคนที่ไม่มีงานทำดูบ้าง และทุกอย่างโอเค
    เหม็นหน้าเจ้านายงี่เง่า เอาภาระที่เขาต้องรับผิดชอบมาคิด ๆ ดู และทุกอย่างก็โอเค04452_15
    อยากเปลี่ยนแฟนใหม่จัง ลองนึกถึงความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมา และทุกอย่างก็โอเค
     
     
    December 28

    บางอย่าง

    บางอย่างที่ดูเหมือนจะดี แต่บางครั้งพอได้มา ประสบเจอจริง ๆ ก็ถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้ดี
    บางอย่างที่ดูเหมือนจะคุ้มค่า แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกเสียได้ที่ต้องเสียเวลากับมันทุกที
    บางอย่างที่ดูน่าสนใจ แต่พอเห็นทุก ๆ วันมันก็น่าเบื่อ
    บางอย่างที่ดูประหลาด แต่มอง ๆ ก็ช่างธรรมดา
    บางอย่างที่เฝ้าคิดถึง พอเจอกันแล้ว ความรู้สึกก็หายไป
    บางอย่างที่คิดว่าใช่ เอาเข้าจริง ๆ ก้อไม่ใช่
    บางอย่างที่ฟังแล้วไพเราะ พอฟังทุก ๆ วันเข้า มันก็ช่างจืดชืด
    บางอย่างที่ฉันคิดว่า ฉันรักที่สุดในชีวิต พอวันหนึ่งที่ฉันคิดว่า นี่และคือบางอย่างที่ฉันรักที่สุดในชีวิต และบางอย่างก่อนหน้านั้นมันก็ถูกลืมไป
    แล้งบางอย่าง ก็จะถูกแทนที่ด้วยบางอย่างเสมอ
     
     
    ฉันก็เป็นแค่บางอย่างเท่านั้นเอง
    September 07

    เพลงที่ฉันชอบ(ตอนที่ 1)

     

    ความคิดถึงห้ามกันไม่ได้
    ศิลปิน : โอ๊ค สมิทธิ์
    ความคิดถึงห้ามกันไม่ได้ : โอ๊ค สมิทธิ์  HOW R U ?
    

    ชา ลัน ลา ลัน ลา ฮา ชา ลัน ลา ลัน ลา ฮา ฮู
    เธอคงเหนื่อยใจเมื่อรับสายกัน เพราะฉันแค่คนเคยรัก
    แค่โทรมาหาอย่างคนรู้จัก ไม่อยากให้เธอวุ่นวาย

    A ที่รบกวนโปรดอภัย ก็รู้ตัวดีว่าฉันไม่มีสิทธิ์
    แต่ความคิดถึงมันห้ามไม่ไหว มันคงห้ามไม่ไหว
    คิดถึงยังไงก็ยังคิดถึงเธออยู่ อย่างนั้น เจอใครต่อใครเป็นร้อยเป็นพัน
    แต่เมื่อฉันเหงาเมื่อไหร่ ในใจฉันมีแค่เพียงเธอ

    แค่เพียงต้องการจะไถ่ถามกัน เธอนั้นสบายดีไหม
    ถึงแม้ว่าเราไปกันไม่ได้ แต่ขอห่วงใยเหมือนเดิม

    ( A / A )

     

     

     

     

    เพลง เปลี่ยน

     

    ศิลปิน : อีทีซี

     

    ฉันเปลี่ยนตัวเองเท่าไรเธอก็เหมือนเดิม

    จะเปลี่ยนเท่าไรแล้วเธอก็เป็นเหมือนเก่า

    ต่อให้ทำดีกว่านี้ ทำสิ่งที่เธอต้องการ

    ก็ไม่รู้ตรงไหนที่เรียกว่าความพอใจ


    ต้นเหตุที่เธอพูดมาคือฉันไม่ดี

    ต้นเหตุจริงๆ เพราะเธอมีใครรึเปล่า

    ถ้าหากว่าเธอหมดใจ และหากว่าเป็นอย่างนั้น

    สิ่งที่ฉันจะเปลี่ยนมีเพียงเรื่องเดียว


    คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย

    ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา

    เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น

    ก็คงไม่เหนื่อยไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า


    บางอย่างที่เคยว่าดี วันนี้ไม่ดี

    อยากจะรู้ว่าเคยรักกันรึปล่าว

    ถ้าหากว่าเธอได้ลืมทุกอย่างที่เรียกว่าเรา

    สิ่งที่ฉันจะเปลี่ยนมีเพียงเรื่องเดียว


    คือเปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน เปลี่ยนไปรักคนที่ห่วงใย

    ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา

    เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น

    ก็คงไม่เหนื่อยไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า


    ถ้ามีอะไรก็บอกกับฉันตรงๆ ได้ไหม

    อย่าให้ฉันต้องเปลี่ยนอะไรโดยไร้จุดหมาย


    อยากจะรักคนที่รักฉัน อยากจะรักคนที่ห่วงใย

    ให้ใจไม่เจ็บ ใจไม่ปวด ไม่ต้องมีน้ำตา

    เปลี่ยนไปรักคนที่รักฉัน และยอมรับที่ตัวฉันเป็น

    ก็คงไม่เหนื่อยไม่ไร้ค่า เปลี่ยนใจรักใครคนใหม่ยังง่ายกว่า
     
     
     
     
     
     

    เพลง ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา

     

    บอกลากันเถอะนะ ก่อนที่มันจะเกินต้านทาน  เมื่อเธอช่างอ่อนหวาน  กับอารมณ์ที่อ่อนไหว  อยากให้คิดซักนิด ว่าจะมีใครมาเข้าใจ ใครเขาจะให้อภัย ถ้าเกินเลยไปกว่านี้ ถ้าเรายังเผลอ ปล่อยใจเคลิ้มไปอีกที ก้อไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

     

    **ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา อาจจะทำให้เราต้องเสียใจ คนของฉันต้องร้องไห้ คนของเธอต้องปวดร้าว ฉันกลัว แค่วูบเดียวในคืนเหงา จะทำให้ใจต้องเหน็บหนาว และทุกข์ทนไปอีกนาน

     

    สิ่งที่เราจะทำ อาจไม่ใช่ที่เราต้องการ ความเหงาไม่ยาวนาน อย่าทำให้ยากกว่านี้  ถ้าเรายังเผลอปล่อยใจเคลิ้มไปอีกที ก้อไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

     

    (**)

     

    (**)

     

     

     

    รักไม่ใช่ประเด็น

     

    ขอบคุณที่ให้ฉันดูแล เป็นเพื่อนในบางครั้ง  ขอบคุณที่ระบายให้ฟัง ทุกเรื่องที่เหนื่อยใจ แม้จะเป็นคนสุดท้ายที่เธอจำได้ ก้อยังดีกว่าเป็นคนแรกที่เธอลืม

     

    * ไม่รู้ว่าตลอดกาลมันนานซักแค่ไหน แต่ฉันก้อตั้งใจจะทำเพื่อเธอไปแค่นั้น รักฉันบ้างหรือเปล่าไม่ใช่ประเด็นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่ขอให้เพื่อนคนนี้ของฉัน มีความสุขกับชีวิตก้อพอ

     

    ไม่เคยคิดว่าฉันดีพอ จะครอบครองเธอเอาไว้ แต่บอกเลยว่าฉันเต็มใจ ให้เธอเป็นเจ้าของ

     

     *

     

     

     

     

     

     

     

     

    คนที่ดีก็ไม่รัก  คนที่รักก็ไม่ดี

     

    คนที่ดีก็ไม่รัก  คนที่รักก็ไม่เคยดี เลยต้องช้ำอยู่ทุกที ทั้งทีรู้ไม่ดียังรัก

     

    * ตัวเราเองรักแกตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาเรานี่แหละทำ

     

    ** ตัดสินใจเอง  มีเขาเอง ก็ต้องโทษตัวเราเองที่เชื่อมันใจตัวเองมากไป  จะไปโทษใคร ก็ใจพลาดเอง ไม่เห็นค่าคนดี ๆ มัวงมงาย กลับใครไม่รู้ ว่าจริงใจ เกลียดตัวเอง ที่ไม่สั่งเตือนใจ จะไปรักใครให้ช้ำเอง

     

    คนที่ดีก็ไม่รัก รักอีกคนก็ไม่เคยดี เพราะว่าใจไม่รักดี ชอบไปหาเรื่องเจ็บใส่ตัว

    (*,**,**)

    แค่คนอีกคน (ปราโมทย์ วิเลปะนะ)

     

    คงหวังสูงเกินไป จะให้เธอให้ความสำคัญ ชีวิตฉันเป็นเพียงฝุ่นดิน เพียงสักครั้งสักคราว แค่เธอมาทักทายให้ได้ยินมองแล้วยิ้มให้กัน ก็ดีแล้ว

     

    บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้

     

    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ

     

    คนรอบ ๆ ตัวเธอ แต่ละคนเขาช่างดูดี มีพร้อมแล้วที่เธอต้องการ มองแล้วฉันเข้าใจ ได้แค่คอยเฝ้าดูและรับฟัง ไว้ไหนที่เธอเจอคนที่รัก

     

    บอกกับตัวเองให้ฝันนแค่พอประมาณ แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้

     

    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ

     

    แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ

     

      

    May 15

    อัตลักษณ์

    อัตตลักษณ์  อะไร ทำไม ที่ไหน อย่างไร

                    สิ่งที่ถูกเรียกว่าอัตตลักษณ์นั้นเป็นเพียงคำที่ต้องการสื่อถึงคำพูดบางประการ เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของบุคคล ซึ่งความเป็นตัวตนนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่แสดงการกระทำออกมาโดยแนวคิดหลักของอัตลักษณ์ก็คือ แนวคิดหลังสมัยใหม่  ซึ่งส่งผลทำให้อัตลักษณ์ของบุคคลมีลักษณะเลื่อไหลได้ตามกระแสวัฒนธรรมทั่วไปหรือกระแสวัฒนธรรมนิยม ที่เป็นบริบทหลักของสังคมที่บุคคลอยู่  ดังนั้นคำว่าอัตลักษณ์จึงอาจหมายรวมถึง เอกลักษณ์ ในรูปความหมายดังเดิมที่เป็นมา  เช่น  เอกลักษณ์ของชาติ  เอกลักษณ์ของนักเรียน   เอกลักษณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นต้น  โดยทั้งนี้คำว่า อัตลักษณ์นั้น หรือ identity จึงเป็นคำที่อยู่ในคาบเกี่ยวของสหวิชาการต่าง ๆ มากมาย ผู้เขียนจึงให้คำนิยามว่า อัตลักษณ์นั้นจึงเป็นอะไรที่ต้องขึ้นอยู่ว่าสถานที่พูดนั้นอยู่ที่ไหน  และใครเป็นผู้พูด  และพูดถึงใคร  และพูดเพื่ออะไร  ในการพูดครั้งนั้นพูดอย่างไรนั่นเอง

                โดยนัยยะที่ผู้เขียนได้สื่อมานั้น  ทำให้เห็นว่าความหลากหลายจึงเกิดขึ้นกับคำนิยามของอัตลักษณ์  ว่าเป็น ปรัชญา  มานุษยวิทยา  รัฐศาสตร์  จิตวิทยา  เป็นต้น  โดยที่สิ่งที่สำคัญสำหรับงานเขียนในชิ้นนี้จะเน้นที่ อัตลักษณ์ในมุมมองของนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  ซึ่งมีคำที่เป็นคาบเกี่ยวกับความหมายโดยนัยของอัตลักษณ์ เช่น  ตัวแทน (agency) องค์ตัวแทน (representative) องค์ประธาน(subject , subjectives) ปัจเจกชน (individual) เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคำต่าง ๆ เหล่านี้พยายามที่จะสื่อสภาพของตัวตนของบุคคลขึ้นมา  โดยอาศัยความเป็นเหมือนกันก็คือ  ความเป็นปัจเจก  และการแสดงออกที่มีนัยสำคัญ  โดยอาจกล่าวได้ว่าเมื่อดูจากภาพรวมแล้ว ศาสตร์แรก ๆ ที่ให้การสนใจในการศึกษาเรื่องของการแสดงออก พฤติกรรมของมนุษย์ก็น่าจะเป็นจิตวิทยา  โดยผู้ที่ให้ความใจในการศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังก็คือ ลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของ ซิกมันด์ ฟรอย  นักจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ  Erik H. Erikson ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์เช่นเดียวกับอาจารย์เขาแต่สิ่งที่เขาเห็นแย้งกับฟรอย  ก็คือเรื่องของพัฒนาการทางจิต หรือกระบวนการสร้างบุคลิกภาพหรืออัตลักษณ์นั้นเป็นเรื่องที่เกิดได้ตลอดชีวิต  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะในวัยเด็ก แบบที่ฟรอยอธิบายกระบวนการเกิดอัตลักษณ์นั้น  และอีกประการหนึ่งที่ทำให้แนวคิดของคนทั้งสองไม่สู้จะลงรอยกันอย่างมากในเรื่องของอัตลักษณ์ก็คือ  เรื่องของความเชื่อในคุณค่าของระดับจิต  โดยที่ ฟรอยนั้นให้คุณค่ากับจิตใต้สำนึกมากกว่าส่วนอื่น ๆ แต่ในทัศนะของอิริคสัน เขากับมองว่าส่วนที่สำคัญคือ ego หรือสิ่งที่เราเรียกว่าจิตสำนึกนั่นเอง ซึ่งอาจตีความให้เข้ากับสังคมวิทยาได้ว่า กระบวนการขัดเกลาทางสังคม    ในกระบวนการเหล่านี้อิริคสันอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมมนุษย์โดยอาศัย กฎวิกฤติทางจิตสำนึก  ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ 8 ขั้นตอน 

                เมื่อเราหันมามองในทางสังคมวิทยาเราก็จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางจิตที่นักจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ได้ให้คำอธิบายนั้น  ไม่เพียงพอกับการอธิบายการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมอย่างที่นักสังคมวิทยาต้องการได้  ดังนั้นนักสังคมวิทยาในยุคต้น ๆ จึงปฏิเสธความเป็นศาสตร์ของจิตวิทยาอย่างสิ้นเชิง  โดยเฉพาะเดอร์ไคม์  ถึงแม้ว่าอิทธิพลของนักสังคมวิทยารุ่นแรก ๆ ในยุคแสงสว่างทางปัญญา (enlightenment) นั้นจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวความคิดปัจเจกชนนิยมที่ได้รับจากสายปรัชญาอยู่ไม่น้อย  แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการหาคำอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้นักสังคมวิทยารุ่นแรก ๆ ให้ความสนใจน้อยมากกับเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ก็ยอมรับในความเป็นปัจเจกบุคคล  แต่ปัจเจกบุคคลเหล่านั้นถูกหล่อหลอมอย่างมีเงื่อนไข เช่น ในส่วนของกองต์มองว่า มนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคลอยู่แต่สิ่งทีมนุษย์เป็นเกิดจากกระบวนการต่าง ๆ ทางสังคมทำให้มนุษย์เป็นอย่างที่สังคมอยากให้เป็นและเพื่อรักษาดุลย์แห่งสังคมเอาไว้  ส่วนในทัศนะของมาร์กซ์เองแล้ว การเป็นบุคคลนั้นเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตซึ่งเป็นโครงสร้างรากฐานของสังคม  ซึ่งกระบวนการผลิตนี้เองทำให้มนุษย์แยกตัวตนของตนเองออกมาจากความส่วนอื่นของการผลิต  สินค้ากับแรงงานไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน  ความรู้สึกขัดแย้งในตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ในแง่ของมาร์กซ์  ส่วนเวเบอร์เอง  การสร้างตัวตนนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลเท่านั้น  ดังนั้นสังคมวิทยาในมุมมองของเวเบอร์ก็ความเป็นศาสตร์ที่ศึกษาจากมุมมองของการสังเกตพฤติกรรมยอมรับความเป็นจิตวิทยาอย่างเต็มที่ผิดกับรุ่นแรก ๆ อย่างกองต์ และเดอร์ไคม์ 

                ดังนั้นจุดเปลี่ยนของแนวคิดในการสร้างตัวตนของบุคคลในทัศนะแบบสังคมวิทยานั้นอาจถือได้ว่าเวเบอร์ได้วางรากฐานไว้พอสมควรโดยการเข้าไปสังเกตบุคลิกของแต่ละศาสนาแต่ละพื้นที่แล้วนำมาเปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง และแบบแผนต่อไป  ซึ่งต่อมาจอร์จ  ซิมเมล ได้กล่าวย้ำในจุดยืนของสังคมวิทยาที่ว่าสังคมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของปัจเจกซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และจำเป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาควบคู่กัน ดังนั้นบุคคลและสังคม จึงถูกจำแนกได้หลายส่วนในฐานะต่างๆ กันไป 

                ซึ่งต่อมาฐานคิดดังกล่าวนำไปสู่การสร้างทฤษฎีเชิงสัญลักษณ์สัมพันธ์ โดยอัตลักษณ์ได้ปรากฏโฉมชัดเจนยิ่งขึ้นและยังเป็นฐานคิดให้กับนักคิดยุคหลังสมัยใหม่อีกด้วย  อัตลักษณ์ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  จึงเป็นส่วนที่บรรจบกับระหว่างจิตวิทยากับสังคมวิทยา  โดยที่สังคมวิทยาก็ยังยืนยันในแง่ของสังคมที่เกิดจาปฏิสัมพันธ์นั่นเอง  ความเป็นเราหรือตัวตนของเรา  ถูกสร้างจากความคาดหวังของคนอื่น  และผสมผสานกับการตีความให้เกิดความพึงพอใจ อย่างที่กอฟแมนเรียกทฤษฎีของเขาว่า การแสดงออกเชิงการแสดง  หรือที่ คูลี่เรียกว่า กระจกส่องตน   โดยที่ตัวตนที่แท้จริงอาจเป็นส่วนหลักฉาก  ในขณะที่น่าฉากต้องแสดงตามบทบาทที่สังคมอยากให้แสดงออกไป เช่นนั้น  ดังที่มีดได้กล่าวไว้ในส่วน ของ I และ  Me นั่นเอง แต่ในส่วนของกอฟแมนนั่นยังถูกเพิ่มเติมด้วยกระบวนการทางจิต  กับกระวนการทางสังคม  บุคคลกับสังคม  ภาวะมลทิน  ทั้งหลายเหล่านี้หล่อหลอมบุคคลขึ้นให้มีอัตลักษณ์อย่างหนึ่ง 

                ในด้านมโนทัศน์ทางจิตวิทยานั้น  อัตลักษณ์ อาจเกิดขึ้นได้ในหลายระดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของการศึกษาและการให้ความสำคัญในส่วนต่าง ๆ ที่เข้าไปทำการศึกษา  เช่น ในส่วนวัฒนธรรมและบุคลิกภาพ นั้น สิ่งที่สำคัญคือ  นักมานุษยวิทยาสายจิตวิทยา  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางจิตวิทยาและแนวคิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม  โดยที่คนนำในแนวคิดดังกล่าวคือ  รูท เบเนดิกท์ ซึ่งศึกษามนุษย์จากสัณฐานทางวัฒนธรรม  ซึ่งผสมผสานกันกับแนวคิดโครงสร้างหน้าที่  ว่าบุคลิกภาพหนึ่ง ๆ จะเป็นไปตามท้องถิ่นหนึ่ง ๆ เพื่อรับใช้หรือแสดงหน้าที่หนึ่ง ๆ โดยการศึกษาของเขานำการศึกษาเปรียบเทียบกับชนเผ่า อินเดียนแดง เทียบกับพฤติกรรมนั้น ๆ โดยนำเอาชื่อของเทพเจ้ากรีกมาอธิบายพฤติกรรม  ซึ่งต่อมามีนักมานุษยวิทยาในสายเดียวกันให้ทัศนะเพิ่มเติมว่าสิ่งที่เกิดเป็นบุคลิกภาพของบุคคลเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก    ซึ่งจะสะท้อนบุคลิกภาพเหล่านั้นในทางวัฒนธรรม  พิธีกรรม  ความเชื่อ และสร้างสถาบันทางสังคม เพื่อดำรงสิ่งเหล่านี้ไว้  เช่น โรงเรียน  (ซึ่งมีหน้าที่ ขัดเกลาทางสังคม ให้กับเยาวชน)

                ในขณะเดียวกันก็มีนักคิดอย่างมอส  ออกมากล่าวกว่า  โดยเนื้อแท้แล้วสิ่งที่เรากำลังให้ความสนใจอยู่นั้นเป็นเรื่องของตะวันตกให้คำนิยามขึ้นมา  โดยที่เขาเชื่อในการเป็นเฉพาะที่มากกว่า  ซึ่งเกี๊ยต ก็เป็นนักมานุษยวิทยาอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับทัศนะคนใน และการตีความเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก  และเขาเองได้ศึกษาการใช้ภาษากับการสร้างตัวตนของบุคคลขึ้น  โดยเขาทำการศึกษาที่สังคมโมร็อคโค  โดยอาจจะบอกได้ว่านักมานุษยวิทยาสนใจกับการศึกษาตัวตนของคนจากวัฒนธรรม และวิถีชีวิตมากกว่าที่จะมาศึกษากลไกของสังคม แต่ก็ยังไม่ละทิ้งการอธิบายในระดับโครงสร้างเอาไว้ด้วย 

                ส่วนอัตลักษณ์ในแง่มุมของแนวคิดหลังสมัยใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ได้กล่าวแล้วว่าอิทธิพลสำคัญคือแนวคิดทางทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์  แต่ทัศนะในเรื่องของความตายตัวขององค์ความรู้ในเรื่องอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและอธิบายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ความเป็นผู้ศึกษา และผู้ถูกศึกษา เป็นส่วนที่สลับกันไปกันมาอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นสิ่งที่เราจะแสดงออกอย่างไรขึ้นอยู่กับวาทกรรมหลักของสังคมในตอนนั้นประกอบด้วย  ซึ่งวาทกรรมคือส่วนที่ถูกสร้างให้เป็นความจริง และความถูกต้องของสังคม  ซึ่งวาทกรรมหนึ่ง ๆ แสดงออกเพื่อปิดทับวาทกรรมอื่น ๆ ไม่ให้ปรากฏออกมาได้  ในที่นี้บริบททางเวลาและสถานที่จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างวาทกรรม  ดังนั้นอัตลักษณ์ในที่นี้จึงเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ตามสถานะการณ์  สถานที่  โดยนัยนี้ขึ้นอยู่กับความคิด และวาทกรรมหลักของสังคมในช่วงเวลาและพื้นที่ดังกล่าวนั้นเอง

                นั้นอาจจะกล่าวสรุปได้ว่า  อัตลักษณ์เป็นเรื่องที่มีส่วนร่วมกันอยู่ หลายประการ เช่นอัตลักษณ์เป็นเรื่องของปัจเจกคล  อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการสร้างจากบริบทเชิงพื้นที่และเวลา  (วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์)  อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการให้คำนิยามและตีความ  มีความหมายเชิงคุณค่า  ซึ่งคุณค่าเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องได้รับความเป็นสากล  แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมหรือการสร้างตัวตนจากวัฒนธรรมย่อยก็ได้  ทำให้เกิดการยอมรับซึ่งพหุลักษณ์ทางสังคม  ซึ่งไม่เหมือนกับเอกลักษณ์ในคำนิยามสมัยแรกที่จะต้องสร้างเพื่อความเป็นปึกแผ่นของสังคมเท่านั้น  แต่อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการยอมรับในการรมีอยู่ของปัจเจกอย่างจริงจัง

    ความเป็นหลังสมัยใหม่ กับ การหาความรู้เชิงประจักษ์นิยม

    บทความเรื่อง ความเป็นหลังสมัยใหม่ กับ การหาความรู้เชิงประจักษ์นิยม

                Post-modernism หรือหลังสมัยใหม่นิยม  เป็นสิ่งที่ในปัจจุบันนี้จะได้รับการกล่าวขานในวงกว้างของวงการทางวิชาการแขนงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แวดวงศิลปะ  แวดวงรัฐศาสตร์  แวดวงเศรษฐศาสตร์  แวดวงสื่อสารมวลชน  แต่สิ่งที่น่าจะได้รับการพิเคราะห์และให้ความสนใจอย่างมากคือในวงการสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยานั้นเป็นศาสตร์ที่ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นแม่บทแห่งวิทยาศาสตร์สังคม และรองรับกลไกทางสังคมเพื่อทดสอบ  พิสูจน์ทราบกระบวนการปรับเปลี่ยนและการศึกษาปัญหาสังคม(สุเทพ, 2540) ซึ่งสิ่งที่นักสังคมวิทยาพยายามทำก็คือการสร้างโลกของความจริง หรือความจริงแท้ของสิ่งต่าง ๆ ทางทฤษฎี  เพื่อเอามาใช้ในการอธิบายโลก(โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของสังคม) โดยวิเคราะห์จากเหตุและผลของการเกิดขึ้น  เปลี่ยนแปลง  และเป็นไปในที่สุด และปฏิเสธสิ่งที่ไร้เหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (สุเทพ, 2540) แต่สิ่งที่ท้าทายศาสตร์ที่เรียกว่าสังคมวิทยาก็บังเกิดขึ้น  เมื่อกระแสหลังสมัยใหม่หรือ Post-modernism ก็บังเกิดขึ้น  สิ่งที่ตามมาคือการรื้อสร้าง (Deconstructed) หรือการถามกลับเกี่ยวกับความจริง ความรู้  และธรรมชาติของความรู้/อำนาจ (ไชยรัตน์, 2543) ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนจะทำต่อไปเพื่อความแจ้งแห่ง สังคมวิทยาและองค์ความรู้ที่แตกต่างทั้ง 2 นี้  คงจะให้ข้อกระจ่างได้ไม่มากนักแต่สิ่งที่ปรารถนาก็คือการชี้แจงความแตกต่างบางประการขององค์ความรู้ทั้ง 2 ที่มีต่อสังคมวิทยาและการหาความรู้เพื่อเป็นแนวทางของการค้นคว้าต่อไป

                สังคมวิทยาหรือ Sociology เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของสังคมโดยคำว่า Sociology นั้นเป็นสิ่งที่ ออกุส กองต์ เป็นผู้ใช้คำนี้เป็นครั้งแรก  สิ่งที่กองต์พยายามจะทำก็คือ  การสร้างวิทยาศาสตร์ทางสังคม (ลิวอิส เอ. โคเซอร์ แปลโดย นฤจร, 2537) การพยายยามของเขาก็คือการสร้างทฤษฎี หรือชุดของกฎทางสังคมเพื่ออธิบายสังคม  และความเป็นไป ซึ่งสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่นั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิงที่เรียกว่า การหาความรู้แบบประจักษ์วิทยา  หรือการค้นหาเหตุและผลที่เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลง  โดยที่นักทฤษฎีทางสังคมวิทยาก็พยายามทำ เช่นเดียวกับเขา  คือการค้นหาองค์ความรู้  ที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้  ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมตามแบบของพาร์สัน  ทฤษฎีความขัดแย้งของมาร์กซ์  หรือจะเป็นทฤษฎีการแลกเปลี่ยน  เหล่านี้เป็นไปเพื่อการค้นหาชุดความรู้ทางสังคมตามแนวของตน  โดยอาศัยประจักษ์วิทยาในการศึกษา  มีการทดสอบทดลองทางสังคม ตามแนวทางที่ตนเชื่อ โดยที่หลาย ๆ นักทฤษฎีกล่าวจะต้องไม่มีอคติทางสังคม  ไม่เอาความคิดส่วนตนหรือเอาอารมณ์ความรู้สึกของตนเข้าไปร่วมกับการศึกษา(สุเทพ, 2540) ซึ่งแท้จริงแล้วฟูโกต์ (เป็นผู้นำสายหลังสมัยใหม่) ปฏิเสธความเป็นอคตินิยม  ว่าไม่เป็นจริงเลยที่เราจะไม่มีอคติในการค้นหาความจริง หรือสร้างชุดของความจริงขึ้นมาสิ่งเหล่านี้ถูกรวบรวมผลิตซ้ำ  ผ่านปฏิบัติการที่เรียกว่า วาทกรรมขึ้นมาและในปฎิบัติการดังกล่าวก็ประกอบด้วยความเป็นอคติอยู่ในนั้น(ภาวะวิสัย/objectivity) โดยที่ทำให้เป็นตำราทางวิชาการซึ่งดูเหมือนไร้เดียงสา ปลอดคุณค่า อคติ อำนาจ และการเมือง  ผ่านการใช้ภาษาแบบวิชาการที่ดูจริงจัง  เคร่งขรึม  ไร้อารมณ์และไร้ความรู้สึก (ไชยรัตน์, 2543) แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทรงพลัง 

                สิ่งที่เกิดขึ้นมาท้าทายกับทฤษฎีทางความรู้เหล่านี้อาจเป็นเพราะปัจจัยการเกิดของทฤษฎีองค์ความรู้ที่ต่างกัน  ในยุคของทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่ถือกำเนิดเราเรียกในภาษาไทยว่า ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา บางทีก็เรียกว่า ยุคแห่งความรู้แจ้ง (ธงชัย, 2544) ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษคือ ยุค Enlightenment ซึ่งถือกำเนิดมาจากการปฏิวัติทางสังคมหลาย ๆ ฐาน ไม่ว่าจะทางอุตสาหกรรม  ทางวิทยาศาสตร์ และทางความรู้ที่เคยเน้นจากฐานปรัชญาสมัยเดิม  มาเป็นฐานคิดแบบ Positivism หรือ ฐานคิดแบบปฏิฐานนิยม ซึ่งเชื่อในว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ดังนั้นบทบาทของสังคมเป็นตัวกำหนดความเป็นมนุษย์  และสังคมจะพัฒนามนุษย์ให้กลายไปสู่ความสมบูรณ์แห่งสังคม  และเชื่อในการวิวัฒนาการของสังคมซึ่งทำให้เชื่อในความเป็นสากลของสังคมทุกสังคมเป็นไปในทางเดียวกัน    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้เป็นไปในทางเดียวเสมอ  ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  และปัญหาทางสังคมที่มีมากและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทฤษฎีเชิงมหภาคแบบเดิมที่เคยยึดถือเป็นทฤษฎีแม่บทกนมาในวิชา  กล่าวคือ ลำพงแต่อาศัยทฤษฎีแม่บท  เช่น อย่างทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (structural-Functionalism) ทฤษฎีความขัดแย้ง(Conflict Theory) นั้นไม่พอเพียงที่จะอธิบายปรากฏการณ์อย่างมีพลังได้อีกต่อไป  จำต้องอาศัยทฤษฎีใหม่ ๆ ระยะหลังประกอบด้วย(สุริชัย, 2542) ซึ่งในโลกปัจจุบันความหลากหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีความซ้อนทับในส่วนต่าง ๆ ของโลก เราอาจเรียกกระบวนการนี้ว่า โลกาภิวัตน์ และความหลากหลายเหล่านี้เองนำไปสู่พหุลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางสังคม 

                อย่างที่ได้กล่าวแล้วอย่างคร่าวๆ ว่า สิ่งที่ต่างกันระหว่างทฤษฎีทางสังคมวิทยาสมัยต้นกับแนวคิดทางความรู้แนวหลังสมัยใหม่นั้น อยู่ที่การให้คุณค่ากับการหาความรู้  ทฤษฎีทางสังคมวิทยาสมัยต้นใช้แนววิทยาศาสตร์ และกระบวนการวิวัฒนาการ  ซึ่งในระยะหลังแนวทฤษฎีทางสังคมวิทยานั้นมองเห็นว่า  สิ่งที่เรียกว่าสังคมเกิดจากความซับซ้อนของปัจเจกบุคคลดังนั้นจึงหันมามองในแนวพฤติกรรมศาสตร์แบบทฤษฎีการแลกเปลี่ยน  และหันมาให้ความสนใจในการสร้างตัวตนของปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น ในทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์  ซึ่งนี้เองเป็นฐานคิดนำไปสู่แนวคิดหลังสมัยใหม่ขึ้น  โดยที่แนวคิดหลังสมัยใหม่นั้นมีบทบาทในการศึกษาและทบทวนสิ่งที่เรียกว่าองค์ความรู้แบบเก่า  ธงชัย(2544) กล่าวว่า “Post-modernism  เป็นแนวทางความรับรู้ความเข้าใจมนุษย์อย่างกว้าง ๆ แนวหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น เรามักเชื่อกันว่าการสะสมเพิ่มพูนความรู้จะนำไปสู่สัจธรรมหรือความรู้แท้แน่นอนต่อสิ่งหนึ่ง ๆ Post-modernism กลับเสนอว่ายิ่งรู้มากก็จะยิ่งพบว่าความรู้ต่อสิ่งหนึ่ง ๆ มีมากมายหลายแง่แต่ไม่มีความรู้แท้แน่นอน (สัจธรรม) ประการเดียว เหล่านี้เป็นต้น  ดังนั้นสิ่งที่แนวคิดหลังสมัยใหม่ทำกับวงการการศึกษาของสังคมวิทยาคือการประกาศทางเลือกแห่งการศึกษา โดยที่กลุ่มแนวคิดหลังสมัยใหม่ ไม่ได้ปฏิเสธภูมปัญญาสมัยใหม่ มิใช่ด้วยการล้มล้างหรือโยนความรู้เหล่านั้นทิ้ง แต่ทว่าด้วยการท้าทายว่ากรรับรู้และเข้าใจโลกแบบนั้น ๆ ไม่ควรมีอำนาจหรือถือว่าเป็นหัวใจ (ธงชัย, 2540)แต่เพียงอย่างเดียวหรือในแง่ความคิดเดียว  สิ่งเหล่านี้ฟูโกต์ให้คำอธิบายว่าเป็น ปฏิบัติการทางวาทกรรม ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่แต่เพียงเรื่องของกระบวนการทางภาษาแบบนักมานุษยวิทยาสายภาษาศาสตร์เข้าใจเท่านั้น  ที่มีต่อกระบวนการสร้างวัฒนธรรมทางสังคม  แต่เขารวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกระบวนการทำให้เกิดตัวแทนองค์ประธาน (Representation) (Foucault, 1983) และสิ่งที่นักคิดแนวหลังสมัยใหม่กระทำก็คือการแสวงหาความจริงอื่น ๆ ที่ถูกมองข้ามและให้พื้นที่กลับสิ่งเหล่านั้น  การตีความหมายเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์ความรู้แนวหลังสมัยใหม่  โดยที่พวกเขาไม่ได้สนใจว่าจะตีความหมายสิ่งต่าง ๆ อย่างไร แบบที่นักทฤษฎีแนวปฏิฐานนิยมกระทำซึ่งเรียกว่า คำนิยามเชิงปฏิบัติการ (ไชยรัตน์, 2543) แต่สิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือ ใครพูดอะไรต่อคำนิยามเหล่านั้นคุณค่าของคำนิยามเหล่านั้นก็ถูกประเมินหรือมีอำนาจเหนือต่อวาทกรรมชิ้นนั้น ๆ เช่น เมื่อเราเป็นป่วย คำนิยามของอาการป่วยที่เรารู้ก็คือตัวร้อน  ไอ จาม เป็นต้น  แต่สิ่งเหล่านี้ใครเป็นผู้มีอำนาจในการสร้างวาทกรรมในการป่วยขึ้น คำตอบก็คือ  นายแพทย์ หรือหมอ เป็นผู้สร้างคำนิยามเหล่านี้ขึ้นมา และเป็นวาทกรรมหลักของสังคม  โดยมีการผลิตซ้ำเพื่อความชอบธรรม สิ่งเหล่านี้เองทำให้มนุษย์เป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกล่าวได้ว่าแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่นี้ ไม่ได้เป็นทฤษฎีบทหนึ่ง หรือชุดหนึ่งเพื่อที่จะมาอธิบายสังคม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ใช่อุดมการณ์ทางสังคมหรือการเมือง ไม่ใช่ทางเลือกทางออกสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่า ไม่ใช่ความคิดรวบยอด เพื่อการปฏิบัติ แต่ แนวคิดหลังสมัยใหม่เป็นเรื่องของการรับรู้  การเข้าใจสังคมและมนุษย์ที่ท้าทายต่อแนวคิดแบบเดิม ๆ ซึ่งนำไปสู่ความรู้ใหม่ ๆ ที่ต่างออกไปซึ่งสามารถจะมีสีสันหลาย ๆ รูปแบบ (ธงชัย, 2544)

                กระบวนการสร้างอัตลักษณ์   ชายขอบนิยม  และชุมชนนิยม รวมทั้งพหุลักษณ์ทางสังคม  ก็คือการแสวงหาวิธีคิดแบบใหม่ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่ต้องการให้คุณค่ากับแนวคิดแบบรวมศูนย์กลางความรู้ไว้ที่ใดที่หนึ่ง  อัตลักษณ์คือการแสวงหาความเป็นจริงในเรื่องของตัวตน ที่เป็นทั้งผู้ถูกสร้างและผู้สร้าง ชายขอบนิยม และชุมชนนิยมเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อคำถามในเรื่องแนวคิดการพัฒนา และการด้อยพัฒนา  ทั้งนี้เนื่องด้วยการพัฒนาสร้างความเป็นอื่นทางพื้นที่ และบุคคลให้กับการพัฒนา (ไชยรัตน์, 2543)  เป็นกลุ่มคนชายขอบ และชุมชนท้องถิ่น  รวมถึงวัฒนธรรมย่อย (Sub culture) ของสังคม ดังที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น สมัชชาคนจน  การประท้วงของเขื่อนปากมูล เกย์ เลสเบี้ยน การเรียกร้องสิทธิความเป็นคนไทยของชาวเขา  เป็นต้น  เราได้มองเห็นกระบวนการที่ทฤษฎีทางสังคมวิทยาสมัยต้นไม่สามารถอธิบายได้ในระดับพื้น ๆ หรือให้คำอธิบายได้ตามแบบที่ตนต้องการอธิบายโดยสร้างวาทกรรมแห่งความชอบธรรมขึ้นมา เช่น ในหมู่ชายที่ชอบชายด้วยกันซึ่งเราเรียกว่า เกย์ ครั้งหนึ่งวาทกรรมทางจิตวิทยาได้ยึดครองว่าเป็นความผิดปกติทางเพศ เป็นความเป็นอื่นของเพศชาย แต่ในปัจจุบันวาทกรรมชุดนั้นได้หมดคุณค่าลงไป การช่วงชิงวาทกรรมชุดใหม่เกิดขึ้นมาเพศสภาพของเกย์ก็เปลี่ยนไปด้วย โดยที่คำนิยามเหล่านี้อิงความชอบธรรมในการให้คำอธิบาย  อย่างลักษณะเกย์ในไทยก็เป็นอีกแบบหนึ่งทางวัฒนธรรมของเกย์ ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือน เกย์ในจีน ในอเมริกา ในยุโรป เหล่านี้เป็นต้น (สมชาย, 2542)

                ต่อข้อถามของคนส่วนมากที่มักจะถามว่า อ้าวแล้วสิ่งที่เรียกว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่นี้จะให้ประโยชน์อะไรต่อวงการศึกษาตามแนวทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบ้าง  โดยเฉพราะต่อการศึกษา อัตลักษณ์  ชายขอบนิยม และท้องถิ่นนิยม รวมถึงพลุลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคม  ซึ่ง คำตอบที่น่าจะได้จากกลุ่มนักคิดแนวหลังสมัยใหม่ก็คือ การคิดที่ไม่ยึดติด  การแสวงหาความจริงอื่น  และการเสนอความหลากหลายของชุดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา  เช่น  ปัญหาสังคม  อย่างปัญหาเยาวชน  เรามักมองว่าครอบครัวเป็นตัวสร้างปัญหาหลัก  แล้วเราก็สร้างวาทกรรมมารองรับต่อแนวคิดนี้เสมอมา  ซึ่งเมื่อเราลองกลับหัวกลับหางความคิดของเราใหม่ความเป็นจริงอื่นที่เรายังไม่ได้รับรู้อาจปรากฏให้เห็นได้มากยิ่งขึ้น  เรามองครอบครัวและคำนิยามของครอบครัวใหม่  กล่าวคือ  ปัจจุบันวุฒิภาวะของการเป็นพ่อและแม่ของครอบครัวลดน้อยลง หรือไม่พร้อม (สมพงษ์, 2540) ที่จะมีครอบครัว อะไรนำไปสู่ความไม่พร้อม  การศึกษา? สภาพสังคม? เป็นสิ่งที่ต้องนำมาประกอบกัน  แต่ที่เห็นได้ชัดเจนจากหนังสือวัฒนธเด็กเร่ร่อนในท้องถนนของสมพงษ์ ก็คือ  ความเสื่อมทางสังคม  การสร้างความเป็นอื่นให้กับเด็ก  และการเสนอคำนิยามของปัญหาผ่านรูปแบบเหตุและผล จนลืมความเป็นจริง (เนื่องจากการมองแบบปฏิฐานนิยม) ซึ่งแท้จริง อัตลักษณ์ของเด็กเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาที่ผู้วิจัยเรียกว่าวัฒนธรรมนั้น เป็นการสร้างจากองค์ตัวแทนอื่นอย่างเช่น  การเติบโตของเมืองหลวง  ห้างสรรพสินค้า เขตอุตสาหกรรม  บาร์ ตู้เกมส์  แก็งค้ายา (สมพงษ์, 2540) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวแม้แต่นิดเดียว เรามองแต่เพียงว่าปัญหาเริ่มต้นเกิดจากเด็กอยู่กับครอบครัวไม่ได้ หรือครอบครัวมีปัญหา  แต่สิ่งที่ผู้วิจัยได้เห็นก็คือวัฒนธรรมเหล่านี้มีจุดกำเนิดจากสังคมทั้งสิ้น 

                ดังนั้นสิ่งที่วงการสังคมวิทยาได้จากแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่คือการตั้งคำถามกับความเป็นอื่น(Moore, 1999 แปลโดย นฤพนธ์) ทำให้เราเห็นมุมมองอื่นที่แตกต่างแต่อย่างที่กล่าวแล้วว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่ไม่ได้เป็นทฤษฎีแต่เป็นวิธีคิดแบบความเป็นอื่นเพื่อตรวจสอบความจริงที่เคยเป็นอยู่เพื่อที่จะได้องค์ความรู้ใหม่  Moore (1999) ได้ให้ทัศนะเพิ่มเติมไว้อีกว่า การตั้งคำถามเหล่านี้ล้วนวางอยู่บนการเข้าใจความหมายเรื่องพื้นที่ของตำแหน่ง  และความเป็นตัวตน  มากกว่าที่จะวางอยู่บนความเข้าใจในความสัมพันธ์ระวห่างนักมานุษยวิทยากับผู้ที่ถูกศึกษา  ในฐานะที่แตกต่างแลกเปลี่ยนตัวตนซึ่งกันและกันอย่างเป็นไปเอง  ซึ่งความเป็นตัวเรา  กับความเป็นอื่น นั้นถูกกีดกันออกด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง  ดังนั้นสิ่งที่นักวิชาการท่านนี้มองก็คือมองว่าสิ่งที่เราเรียกว่าองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมนั้นเป็นตัวตนของเรากับความเป็นอื่น การจะเข้าใจความเป็นอื่นได้ต้องเข้าใจและยอมรับในความหลากหลายได้  เพราะมีความคิดหลายแบบเพื่อการแสดงความหมายต่าง ๆ แต่มีความคิดไม่กี่แบบเท่านั้นที่จะถูกนำออกมาใช้ร่วมกับความคิดของคนอื่น ๆ เพื่อสร้างกลุ่มทางสังคมได้ (Moore, 1999) ที่เสนอมาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่าองค์ความรู้ที่ได้จากแนวหลังสมัยใหม่นั้นเป็นเพียงแนวทางในการหาองค์ความรู้อื่น ๆ และไม่ปฏิเสธว่ามี ความจริงอื่น อยู่ในโลกใบนี้  กระบวนการสร้างอัตลักษณ์   ชายขอบนิยม  และชุมชนนิยมก็คือชุดของความจริงอื่นที่ออกมาเพื่อท้าทายต่อความจริงในเรื่อง โลกาภิวัตน์ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว  การที่ความจริงอื่นได้เปิดตัวออกมา  ทำให้เราได้วิธีคิดแบบอื่น  นำไปสู่การพัฒนาแบบอื่น  ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกตัดสินในตอนนี้ปัจจุบันนี้ว่าอะไร ถูกต้อง อะไร สมควรกระทำ แต่สิ่งที่ได้จากการสร้างอัตลักษณ์ก็ดี  ชายขอบนิยมก็ดี  และชุมชนนิยมก็ดี  เหล่านี้เป็นเพียงการสร้างหลักการทางความรู้อีกชนิดหนึ่ง  เพื่อสร้างสังคมพหุลักษณ์ให้บังเกิดขึ้น  โดยการยอมรับความเป็นจริงในความหลากหลายทางความคิด  และการกระทำให้ได้  เพื่อสังคมที่ดีกว่า  โดยทั้งนี้แนวคิดหลังสมัยใหม่ปฏิเสธความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมหรือเอกลักษณ์ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสังคมแบบที่นักวิชาการทางสังคมวิทยารุ่นเก่าได้พูดถึงกัน 

                ข้อวิจารณ์ส่วนย่อยอื่น ๆ ของแนวคิดหลังสมัยใหม่นี้ก็คือการที่เป็นเพียงแนวทางในการคิดไม่ใช่เป็นทฤษฎีที่ควรเป็น  หรือความคิดรวบยอด(ธงชัย, 2544) ทำให้ได้รับการโจมตีจากนักคิดแนวอนุรักษ์นิยมอย่างมากว่าเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝัน  และตัวจินตนาการมากกว่าความเป็นจริง อย่างที่พวกแนวคิดหลังสมัยใหม่กล่าวโจมตีพวกตน(Moore, 1999) ซึ่งความคิดดังกล่าวจึงไม่ได้อิงความเป็นจริงที่จะยอมรับได้  โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวนักคิดแนวหลังสมัยใหม่ก็ยอมรับความเป็นจริงดังกล่าวแต่ไม่ใช่ยอมรับว่าตนเองเป็นเพียงนักเพ้อฝัน  เขาได้กล่าวว่าสิ่งที่เรียกว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่นั้นเป็นเพียงหนทางในการแสวงหาความจริงอื่น  และการได้มาซึ่งความจริงอื่นก็คือการได้มาซึ่งทฤษฎีหรือองค์ความรู้หนึ่ง ๆ แต่ไม่ได้กล่าวว่าองค์ความรู้เหล่านั้นจะนำไปใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างทฤษฎีรุ่นเก่าใช้กัน  เพราะความจริงแล้วทฤษฎีก็คือสิ่งที่ถูกสร้างแลยอมรับได้  ดังนั้นแนวคิดหลังสมัยใหม่ก็คือสิ่งที่ถูกสร้าง และยอมรับในบริบทและเงื่อนไขหนึ่ง ๆ ได้เช่นเดียวกัน (Moore, 1999)

     

     

     

     

    บรรณานุกรม

    ภาษาอังกฤษ

    Fuocault, Michel. (1983). Beyond Structuralism and Hermeneutics. Chicago; University

    of Chicago Press.

     

    ภาษาไทย

    ไชยรัตน์   เจริญสินโอฬาร.(2542).  วาทกรรมการพัฒนา (พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิ

    ภาษา.

    ธงชัย   วินิจจะกูล.(2544). การศึกษาประวัติศาสตร์แบบ Postmodern. ใน กาญจนี  ละอองศรี
    และ ธเนศ  อาภรณ์สุวรรณ (บรรณาธิการ). ลืมโคตรเหง้าก็เผาแผ่นดิน.กรุงเทพฯ:
    สำนักพิมพ์มติชน.

    สมชาย  เย็นสบาย. (2542). การเมืองเรื่องของร่างกาย: กรณีธรรมชาติของความรักในเพศเดียว

    กัน. ใน ชลิดาภรณ์  ส่งเสรมพันธ์ (บรรณาธิการ). รัฐศาสตร์สาร.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

    เคล็ดไทย

    สมพงษ์   จิตระดับ.(2540). วัฒนธรรมเด็กเร่ร่อนในท้องถนน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬา-
    ลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    สุริชัย  หวันแก้ว.(2543).โลกาภิวัตน์กับแก่นสารของสังคมวิทยา.สังคมศาสตร์, ปีที่12 (2), 15-42

     

    เวปไซด์

    …Technologies of the Self: Foucault and Internet Discourse .[homepage]. [2001

         September 25].  Available from: URLftp://byrd.mu.wvnet.edu/pub/ejvc/Aycock.v1n7

    แนวคิด Post-modernism  และวิกฤตการณ์สื่อความหมายในวิชามานุษวิทยา. .[homepage].       

         [2001 September 25].  Available from: URL: http://www.sac.org/doc

     

     

     

     

    มาร์กซ์ กับความเป็นนักมานุษยวิทยา

    บทความเรื่อง

    มาร์กซ์  กับความเป็นนักมานุษยวิทยา : ข้อเท็จจริงของมนุษย์

               

                คาร์ล  มาร์กซ์  หากเอ่ยชื่อของบุคคลผู้นี้กับนักรัฐศาสตร์สายเสรีนิยมว่าหมายถึงใคร  นักรัฐศาสตร์สำนักดังกล่าวก็คงจะบอกว่า เป็นทรราชทางความคิดเสรีภาพ  และเสนอทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่เป็นเรื่องเพ้อฝัน  และไร้เหตุผลทางวิชาการ  หากมองที่ค่ายของนักสังคมนิยม เราก็จะได้อีกคำตอบหนึ่ง  คือท่านเป็นปรามาจารย์แห่งสังคมนิยม  ที่มีคุณูปการอย่างมากในการทำให้เกิดบูรณาภาพของสังคมอย่างแท้จริง  ไม่เพียงแต่เป็นสังคมในอุดมคติเท่านั้น  แน่นอนว่าไม่เพียงแต่เป็นการมองที่ต่างกันเพียงความคิดเท่านั้น  พวกเขาเหล่านั้นยังนำความคิดที่แตกต่างกันนี้ เป็นข้อขัดแย้งทางการเมืองอย่างเข้มข้นในยุคหนึ่ง  ทำให้พวกเขาเหล่านั้นลืมที่จะหาข้อเท็จจริงของมาร์กซ์ว่าสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างแท้จริงตลอดชีวิตของเขาคืออะไร  แล้วทำไมเขาต้องทำเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้หากเป็นประโยชน์ทางวิชาการที่มีคุณูปการยิ่งเสียกว่าข้อถกเถียงทางอุดมการณ์เท่านั้น   ดังนั้นนักวิชาการสาขาหนึ่งได้พยายามในการศึกษาข้อเท็จจริงที่สำคัญนอกเสียจากอุดมการณ์ทางการเมืองของมาร์กซ์แล้ว  ศาสตร์ดังกล่าวก็คือ   มานุษยวิทยา  (Anthropology)  เชื่อเสียเหลือคนไทยหลายคนยังคงไม่รู้จักศาสตร์หรือองค์ความรู้ดังกล่าว   หรือถ้าเข้าใจก็คงจะเข้าใจอย่างผิวเผินเสียเหลือเกิน 

                ในความเป็นจริงแล้วนั้นองค์ความรู้ที่เราเรียกว่ามานุษยวิทยานั้น  เป็นเรื่องของการศึกษาสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ในการเข้ารวมเป็นองค์ของมนุษย์  วัฒนธรรม  ประเพณีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น  เราอาจบอกได้ว่า  การศึกษาของมานุษยวิทยานั้น  ศาสตร์ที่เน้นปัจเจกบุคคลเป็นหลัก  คือดูวิถีของบุคคล  หรือสังคมขนาดย่อย  ที่เป็นไป  และพยายามทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  เราอาจเห็นได้ว่าสิ่งที่นักมานุษยวิทยาค้นหานั้นเป็นสิ่งที่  มนุษย์หลายคนเหลือเกินต้องการคำตอบ  อาจจะมีความเชื่ออันหลากหลายด้านที่อธิบายในเรื่องของความเป็นมนุษย์ให้ชัดแจ้ง   ไม่ว่าจะในงานของศาสนา  เช่นของชาวคริสต์  และชาวยิว  แต่กระนั้นก็ตามงานดังกล่าวมิได้อิงเหตุและผลที่นักวิชาการจะยอมรับได้  เบื้องต้นแล้วงานด้านมานุษยวิทยานั้นมีบทบาทในแง่ของการเดินทางของผู้มีอภิสิทธิชนทั้งหลาย  แต่เมื่อความเป็นศาสตร์ได้บังเกิดขึ้น  งานด้านนี้ได้ขยายบทบาทของตัวเองให้มีความหลากหลายในแง่เนื้อหาทางวิชาการ  เนื้อหาของการศึกของนักวิชาการแขนงนี้จึงเหมือนสหวิชาที่มีความหลากหลาย  ไม่ว่า  จะเป็นเรื่องของการเมืองการปกครอง(รัฐศาสตร์)  การค้าขาย(เศรษฐศาสตร์)   งานเขียน (วรรณกรรม-ภาษาศาสตร์)  วิทยาศาสตร์(ชีวะวิทยา)  และปรัชญา

                จากนิยามคร่าว ๆ ข้างต้น  มาร์กซ์ก็ถือได้ว่ามีบทบาทอย่างมากต่อสังคมวิชาการด้านมานุษยวิทยา  เพราะตลอดชีวิตของมาร์กซ์เองนั้นเขาก็ทำการศึกษาความเป็นมนุษย์และเขาก็เป็นนักวิชาการที่ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ  ถึงแม้ว่างานเขียนของเขา อาจจะถูกนักวิชาการบ้างพวกตีความว่าเป็นงานเขียนเชิงอุดมการณ์  และเป็นจินตอุดมคติไม่มีทางเป็นไปได้  แต่สิ่งที่เขาได้สร้างคุณูปการแก่งานวิชาการด้านมานุษยวิทยาก็มีอยู่อย่างมาก   เนื่องจากตลอดชีวิตของมาร์กซ์นั้นเขาได้ทุ่มเทชีวิตของเขาในการศึกษาปรากฏการณ์แห่งวิถีสังคมมนุษย์  โดยศึกษาทั้งในแง่มุมทางประวัติศาสตร์  และทางสังคมวิทยา   เบื้องต้นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากสำหรับมาร์กซ์เองแล้วการแนวความคิดของสำนักเฮเกลเลี่ยน  ซึ่งบทบาทของสำนักนี้ที่มีต่อมาร์กซ์  ก็คือวิธีการศึกษาแบบวิภาษวิธี  คือมาร์กซ์เชื่อว่า ปรากฏการณ์ทุกปรากฏการณ์นั้นเกิดจากกระบวนการ 3 ขั้นตอน  คือ  วัตถุเดิม(Thesis)   วัตถุต่อต้าน (Antithesis)  และวัตถุสังเคราะห์ (Snythesis) ซึ่งในทัศนะของเฮเกลแล้วในการศึกษาดังกล่าว  สิ่งที่ใช้ในการศึกษาแล้วคือจิต(ความคิด)  แต่สำหรับมาร์กซ์แล้ว  เขาให้ทัศนะที่ขัดแย้งออกไปเขามองว่าสิ่งที่ครอบงำสังคมจริง ๆ แล้วคือกระบวนการผลิต  ดังนั้นผู้เขียนจึงใช้คำว่าวัตถุเดิม  ซึ่งหมายความว่า  ปรากฏการณ์เดิมอันเป็นผลมากจากการผลิต  เช่น สังคมทุนนิยม   นำไปสู่วัตถุต่อต้าน  ก็คือ  ความรู้สึกแปลกแยกจากกระบวนการผลิตของผู้ใช้แรงงาน(กรรมกร)  ซึ่งนำไปสู่การสังเคราะห์ใหม่ (วัตถุสังเคราะห์)  หลังจากนั้นก็จะเกิดกระบวนการเดิมอีก   ดังนั้นจึงมีจัดมาร์กซ์ว่าเป็นนักสังคมวิทยามานุษยวิทยาแนววัตถุนิยม  เนื่องจากมาร์กซ์มองกระบวนการวิวัฒนาการของสังคมและปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าว  จึงทำให้เข้าถูกจัดพวกอีกว่าเป็นนักมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการแบบสายเดียว  เพราะเขาเชื่อว่าสังคมทุกสังคมจะต้องมีกระบวนการในวิวัฒนาการต่าง ๆ ตามขั้นตอนในทัศนะของเขา ซึ่งนักคิดสายดังกล่าวนอกจากมาร์กซ์แล้วนั้นก็ยังมี  มอร์แกน  เฟรเซอร์  และไทเลอร์อีกด้วย  (ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนักมานุษยวิทยาและหลักการศึกษาของพวกท่านแล้ว  เราจะเข้าใจได้ว่า  เพราะว่าเขามองจากการวิวัฒนาการแบบสังคมตะวันตก  และแบ่งแยกสังคมอื่น ๆ ว่ายังไม่ถึงขั้นในการเป็นอารยะประเทศเช่นเดียวกับสังคมตนเอง  ดังนั้นจุดหมายปลายทางของวิวัฒนาการของนักคิดดังกล่าวก็คือการก้าวเป็นอารยะแบบสังคมตะวันตก  หรือสังคมทุนนิยมนั่นเอง ) แต่ข้อแตกต่างของมาร์กซ์เองแล้วเขามองว่าการวิวัฒนาการของสังคมทุกสังคมในปัจจุบันยังไม่มีจุดสัมบูรณ์ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านให้ได้  ลำดับขั้นของมาร์กซ์นั้น  เราอาจมองได้จาก  สังคมชนเผ่าดังเดิม  (ซึ่งเขาเรียกสังคมเหล่านั้นว่าสังคมคอมมิวนิสต์ดังเดิม นักสตรีนิยมหัวรุนแรงมองว่าเป็นสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่)ก้าวมาสู่สังคมเผ่าทาส ในที่นี้เขาก็อธิบายว่าเริ่มมีการจัดตั้งหัวหน้าเผ่า มีการจัดบทบาทของคน ในสังคมยุคนี้  ก้าวผ่านมาเป็นสังคมเมืองแบบเกษตรกรรมสังคมที่มีการยึดครองที่ดิน  ทำให้เกิดระบบทาส-ไพร่อย่างชัดเจน และในยุคที่มาร์กซ์อาศัยอยู่นั้นเขาเรียกว่าสังคมทุนนิยม ซึ่งเมื่อก้าวผ่านจากสังคมทุนนิยมไปแล้วนั้นก็จะเป็นสังคมยุคสังคมนิยม  และสุดท้ายจะเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์  ซึ่งจากกระบวนการศึกษาของมาร์กซ์เช่นนี้เองทำให้เขาถูกจัดเป็นนักมานุษยวิทยาสายดังกล่าว  แต่หากมองลึกลงไปถึงกระบวนการศึกษาของท่านแล้ว  เราก็จะเห็นข้อแตกต่างทางความคิดอย่างชัดเจน  กล่าวคือ  เขามองว่าสาเหตุที่เกิดกระบวนการเหล่านี้เป็นเพราะการที่เราจำจะต้องพยายามสร้างกลไกในการก้าวผ่านสังคมให้ได้  เขาเองก็มีความคิดเรื่องของการวิวัฒนาการเช่นเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญคนหนึ่งของโลกนั่นก็คือดาร์วินชี  นั่นเอง  แต่มาร์กซ์ในทัศนะในเรื่องดังกล่าวว่าการวิวัฒนาการนั้น  มาร์กซ์มีความเชื่อว่าวิวัฒนาการทั้งหมดเป็นไปในแง่ของสังคมมนุษย์ด้วยไม่ใช่สังคมสัตว์อย่างเดียว

                ในการศึกษาดังกล่าวมาร์กซ์ได้ศึกษามนุษย์ในแง่ของการดำรงชีวิต  ปัจจัยในการผลิต  และความรู้สึกแปลกแยกต่อสิ่งเหล่านั้นมีผลทำให้มาร์กซ์มองว่า  มนุษย์มีความขัดแย้งในตนเองอยู่ตลอดเวลา  และยิ่งกระบวนการผลิต  และการยึดครองทรัพยากรที่แยกมนุษย์ออกจากกระบวนการผลิตมากเท่าไร  พวกเขาเหล่านั้นก็จะรู้สึกถึงการขัดแย้งเสมอทั้งต่อตนเอง  สังคม และกระบวนการผลิตเหล่านั้น  สิ่งเหล่านี้มาร์กให้เหตุผลว่า  การที่มนุษย์กล่าวเป็นสินค้า  (ในสังคมทุนนิย)ทำให้เขาเหล่านั้น  มีความรู้สึกแปลกแยกต่อสิ่งที่ตนเองทำอยู่  ซึ่งทั้งนี้เป็นผลจากกรรมสิทธิ์ที่มีต่อกระบวนการผลิตได้แยกพวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงสินค้าของนายทุน  หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในกระบวนการผลิต  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ  มนุษย์ที่มีความรู้สึกไม่เท่าเทียมก็จะเกิดความขัดแย้ง  และเกิดการตั้งคำถามต่อตนเอง  และจะเกิดการรวมตัว  เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมให้อยู่ในทิศทางที่ตนเองสามารถควบคุมได้   สิ่งนี้เองที่เกิดจากการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์  การดำเนินชีวิตของคน  และการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์  เขาเองเป็นนักวิชาการที่ให้ทฤษฎีความรู้ของมนุษย์ที่อิงพื้นฐานจิตใจสังคมร่วมกัน(คือศึกษาสังคม และประวัติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม)

                การกดขี่ข่มเหง  เป็นพฤติกรรมของมนุษย์อีกพวกหนึ่งที่มาร์กซ์ให้ความสนใจในแง่ที่พวกเขาเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ได้มีความสามัคคีกันอย่างเป็นรูปธรรมเป็นส่วนที่เปราะบางที่ทำให้กรรมกรสามารถที่จะรวมตัวกันได้ดีกว่า  ดังนั้นมาร์กซ์จึงชี้ให้กลุ่มคนกลุ่มนี้มองเห็นภาพโดยรวมถึงความไม่เสมอภาค  และการกดขี่ของชนชั้นนายทุน  (ในทัศนะของมาร์กซ์และโครงสร้างส่วนล่างของสังคมก็คือการผลิต  หากไม่มีการผลิตสังคมก็อยู่ไม่ได้  เขาจึงเชื่อว่า  การที่โครงสร้างส่วนบนต้องการให้โครงสร้างส่วนล่างผลิต ก็เกิดการบังคับและเอารัดเอาเปรียบทั้ง ๆ ที่ตนเองนั้นมีจำนวนน้อยกว่าคนในโครงสร้างส่วนล่างและเกิดการรวมตัวกันได้ยากกว่าโครงสร้างส่วนล่างเสียด้วยซ้ำ)  ดังนั้นมาร์กซ์จึงพยายามทำองค์ความรู้ของตนเองให้กลายเป็นลัทธิอุดมการทางความเชื่อ  และชี้นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  ดังที่เราจะเห็นว่าในหลาย ๆ ประเทศเกิดการปฏิวัติแรงงานจากกรรมกร  ซึ่งทำให้ให้เขาถูกโจมตีว่าทำเกินกว่าที่นักวิชาการควรจะทำ  ซึ่งบางคนอาจเรียกท่านว่า  นักปฏิวัติ  เลยเสียด้วยซ้ำ  

                และจากบทบาทดังกล่าวทำให้ท่านต้องถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศและหลายครั้งหลายหนเสียด้วยซ้ำ  ทั้งนี้งานของท่านในช่วงหลังได้ให้ความสนใจในกลุ่มเครือวงศ์ญาติ  และ  ครอบครัวนั่นเอง  ทำให้ยืนยันในหลักทฤษฎีของท่านว่า  การที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประวัติศาตร์เท่านั้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ โดยนำเรื่องของการเลื่อนไหลทางประวัติศาสตร์มาอธิบาย  การยึดครองทรัพย์สิน  และการเกิดจากการสำนึกที่ผิดพลาดของมนุษย์เท่านั้น  มาร์กซ์ได้มองว่าการที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความคิดค่านิยมทางวัตถุ  เป็นตัวกำหนดมนุษย์ในสังคม  และทำให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ขึ้น  ไม่เว้นแม้แต่ในสถานครอบครัว

                เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่มาร์กซ์พูดถึงทั้งหมดนี้  ก็ที่จะอธิบายด้วยเหตุผล 3 ประการ ก็คือ  ในประการแรกมาร์กซ์พยายามที่จะบอกถึงความแตกต่างของมนุษย์ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล  และจำต้องอยู่ในสังคม  เพื่อที่จะต้องรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้  มาร์กซ์มองว่าด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกว่า  การเข้ามาสู่สังคมทำให้เกิดความแปลกแยกในมนุษย์เอง  แต่มนุษย์ก็จำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์  และความอยู่รอดของมนุษย์เอง  ทำให้พื้นฐานในเรื่องของวิวัฒนาการทางสังคม  หรือมนุษย์ของมาร์กซ์จะต่างจากนักมานุษยวิทยาในยุคต้น ๆ ว่า  มนุษย์เป็นเพียงกลไกทางธรรมชาติ  และสังคมมนุษย์มีขึ้นเพื่อสนองตอบต่อกลไกทางธรรมชาตินั้น  ๆ ทำให้ทฤษฎีของมาร์กซ์มีจุดยืนที่ชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น  สังคมของมนุษย์เป็นอุดมการณ์ของมนุษย์เอง  เกิดจากมนุษย์เอง  นั่นเพราะเหตุผลทางความคิดของมนุษย์ไม่ใช่กลไกทางธรรมชาติอย่างคนอื่น ๆ อธิบาย  และประการที่สอง  คือมาร์กซ์มองโครงสร้างสังคม  อยู่บนพื้นฐานทางการผลิต  เพราะทั้งนี้  ในช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่  สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมทุนนิยมอย่างเต็มที่  บริบททางสังคมนั้นทำให้ท่านได้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กำลังทำอยู่บนพื้นฐานการผลิต  และด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้มนุษย์คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คิดก็จะอยู่บนพื้นฐานการผลิต  หรือวัตถุนิยมนั่นเอง  ประการที่สาม  คือเรื่องของอำนาจ  ทั้งนี้  อำนาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่มีการยึดครองทรัพยากร  และเป็นกลไกในการใช้กดขี่  บังคับ  ผู้ที่ไม่มีทรัพยากร  สิ่งเหล่านั้นเกิดจากกระบนการที่  1-2  ก็คือ  ค่านิยมความคิดที่อิงในส่วนของการผลิตทางสังคม และประการสุดท้ายคือความขัดแย้ง  ในประการหลังนี้เป็นเพราะเหตุผลของมนุษย์เองสร้างให้มนุษย์เป็นคนเช่นนี้  ดังนั้นในความคิดของมาร์กซ์จึงไม่มีมนุษย์คนใดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและไม่สามารถสำเร็จความเป็นมนุษย์ได้โดยปราศจากสังคม  หมายความว่าไม่สามารถที่ไม่แยกออกจากสังคมนี้ได้  ทั้งนี้เขามองว่าเพราะการที่มนุษย์มีความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา  และในทุกระดับ ไม่ว่าต่อตนเอง  ต่อชนชั้น   ก็เพื่อที่จะแสวงหาควมเป็นสังคมที่สมบูรณ์และนั้นก็คือการที่เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วย

                ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้  เราจะเห็นได้ว่า  นอกเสียจากการที่ท่านได้เสนออุดมการณ์ทางการเมืองในลัทธิความเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  ท่านยังนำเสนอวิธีการศึกษาสังคมให้กระจ่างแจ้งด้วยวิธีการศึกษาแบบวิภาษวิธี ที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่  หากมองกระบวนการศึกษาวิภาษวิธีของมาร์กซ์แล้วนั้น  ก็คือการศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์  ความคิด  ค่านิยม  และพฤติกรรม ทั้งนี้เป็นผลทำให้ท่านมีอิทธิพลทางความคิดกับสำนักคิดทางมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการหลายท่านไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ  สจ๊อต  ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยานิเวศวิทยา  และท่านอื่น ๆ ทั้งที่เป็นนักมานุษยวิทยาสายเดี่ยวหรือหลายสาย   โดยเฉพาะการนำเอาทฤษฎีโครงสร้างสังคม  ไปอธิบายในแง่มุมของกระบวนการวิวัฒนาการ  เช่นในส่วนของ สจ๊วตแล้ว  ท่านมองว่าการวิวัฒนาการเกิดจากพื้นฐานทางการผลิตเหมือนกัน  ในการวิวัฒนาการของการผลิตที่อิงกับระบบสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา  ซึ่งถือเป็นคุณูปการอย่างมากที่ท่านได้ว่าโครงสร้างทางทฤษฎีทางมานุษยวิทยาส่วนหนึ่ง  และทำให้ศาสตร์ที่ได้ชื่อว่ามานุษยวิทยามีความก้าวหน้าต่อมา 

    ความเป็นไพร่ศักดินากับการสร้างกลไกของเจ้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา

    บทความเรื่อง    

    ความเป็นไพร่ศักดินากับการสร้างกลไกของเจ้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา : ทฤษฎีนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของ จูเลี่ยน สจ๊วต

           

                จูเลี่ยน  สจ๊วต  เป็นนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน  ซึ่งถือเป็นโบแอสเซี่ยน (Boasian) เขาได้เสนอทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องทฤษฎีทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษามานุษยวิทยาแนวทางวัฒนธรรม หัวใจที่สำคัญของทฤษฎีนี้ก็คือ  การปรับตัวของมนุษย์ต่อการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้างทางวัฒนธรรม  โดยที่เขามองว่าการที่วิถีคิด และการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดจากอิทธิพลทางสิ่งแวดล้อม  เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องประสบพบเจอทุกวันก็คือ  สิ่งแวดล้อมที่เป็นบริบททางสังคม  สิ่วแวดล้อมเหล่านั้นก็จะเป็นตัวกำหนดคุณค่าของวัฒนธรรม  บรรทัดฐานทางสังคม ประเพณี  และระบบคิดของคนในสังคม  ในกรณีนี้ผู้เขียนขอนำเรื่องของการปรับตัวของระบบไพร่ศักดินาในสมัยกรุงศรีอยุธยามาเป็นแบบในการศึกษาทฤษฎีดังกล่าวเพื่อเป็นข้อยืนยันว่า  สิ่งที่เรียกว่าอิทธิพลต่อระบบไพร่ดังกล่าวเป็นผลที่เกิดจากการปรับตนเองให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

                ระบบไพร่ศักดินา  ถือได้ว่าเป็นลักษณะการปกครองแบบหนึ่งในสมัยอยุธยา  ทั้งนี้ระบบดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองต่อฐานอำนาจ  และการคานอำนาจของเจ้าผู้ปกครอง ที่กล่าวว่าเป็นฐานอำนาจนั้นก็เนื่องจากว่า  ระบบไพร่ศักดินาของไทย  ได้แบ่งไพร่ออกเป็นไพร่สม  ไพร่ส่วย  ไพร่หลวง  โดยที่ไพร่สมจะต้องเป็นไพร่ที่มีหน้าที่ในการทำงานให้กับรัฐ  และนี่เองก็เป็นทางออกให้กับระบบไพร่ศักดินา  กล่าวคือ  การที่ได้เข้าไปเป็นไพร่ศักดินาของเจ้าผู้ปกครองใด  ก็หมายถึงว่าเจ้าผู้ปกครองคนนั้นก็จะมีอภิสิทธิ์ในการอนุญาตและไม่อนุญาตให้ทำงานตามปกติ  โดยที่สมัยอยุธยานั้นระบบไพร่ของเรากำหนดให้ไพร่ทำงานแบบเข้าเดือนออกเดือนซึ่งอาจจะกล่วได้ว่าระบบนี้เองทำให้ผู้ชายที่มีอายุถึงเกณฑ์เป็นไพร่ก็จำต้องแสวงหาเจ้าผู้ปกครองให้การเข้าระบบ  หากได้เจ้าปกครองดี ก็อาจได้ทำงานไม่หนัก  และมีเวลาในการทำนาไร่ของตนเองมากขึ้น  เหตุนี้เอง  ทำให้ชีวิตของผู้ชายไทยสมัยก่อนจะต้องขึ้นอยู่กับนายเหนือหัวแต่สิ่งนี้เองที่ทำให้ระบบคิดของคนไทยถูกผูกติดกับคำว่านาย   โดยที่ค่านิยมเหล่านี้ถูกบริบททางปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการกำหนดตัวตน  บริบททางสังคมในสมัยอยุธยากล่าวคือ  ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องรักษาอำนาจของตนเองไว้  เพื่อคานอำนาจของผู้ปกครองอื่น  ดังนั้นระบบไพร่ศักดินาจึงเป็นระบบที่รองรับทัศนะในเรื่องดังกล่าว  สิ่งที่ผู้ปกครองใช้ต่อระบบไพร่ทางตรงก็คือ  การให้ได้คือแรงงานในการผลิตเป็นสิทธิที่ได้โดยชอบธรรมจากตำแหน่ง (ระบบศักดินา ก็คือระบบจำนวนนาสมมติในการบอกตำแหน่งหน้าที่  ยศฐาบันดาศักดิ์ ) เช่น  นา ไร่  และปศุสัตว์  ซึ่งไพร่ที่เข้าทำงานจะต้องดูแลผลประโยชน์เหล่านี้ให้กับเจ้า  เหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องของการให้อำนาจเหนือสิทธเหล่านั้นในการคานอำนาจเจ้าผู้ปกครองอื่น ๆ แท้จริงแล้วระบบเหล่านี้ถูกจัดขึ้นเพื่อรักษาอำนาจสูงสุดของสถาบันหนึ่งสังคมในสมัยนั้น ก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย  โดยการคานอำนาจเหล่านั้นเป็นผลดีโดยตรงต่อสถาบัน  เพราะนั่นหมายถึงการที่จะทำให้แต่ละคนก็จะมองที่อำนาจของตรงข้ามที่พระมหากษัตริย์ได้มีอยู่ ซึ่งในที่นี้อาจหมายความว่าพระมหากษัตริย์อาจมีอำนาจไม่มากนักก็ได้(โดยปกติแล้วพระมหากษัตริย์จะมีไพร่หลวง  และ ไพร่ที่ยึดจากเจ้า หรือผู้ปกครองที่สิ้นชีพแล้ว กลับมาเป็นของตนเอง  และมอบให้ผู้อื่นต่อไป)  แต่พระองค์อาจใช้อำนาจเหล่านั้นโดยที่ให้เจ้าใหญ่ ๆ อย่างน้อย 2 ฝ่ายมีอำนาจเสมอกัน  หรือ ไล่เลี่ยกัน  เพื่อการคานอำนาจนั่นเอง 

                บริบทที่สำคัญของสังคมไทยอีกอย่างหนึ่งที่เป็นนิเวศทางวัฒนธรรมของระบบไพร่ศักดินา อันเนื่องมาจากระบบการผลิตเพื่อค้า(ส่งออกของเจ้าผู้ปกครอง)  และเป็นการสร้างอำนาจชอบธรรมให้กับตนเองในทางอำนาจ    ในที่นี้ระบบดังกล่าวได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาชุดหนึ่งโดยผ่านกระบวนการทางศาสนาและความเชื่อในเรื่องผี  เทวดา  ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐาน  เพื่อให้เกิดการสร้างความเชื่อที่จะรองรับในอำนาจเหล่านั้น    และสถาบันทางศาสนาที่ทำให้เกิดกระบวนการสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย  ก็คือ  ศาสนาพุทธ  และคำสอนที่ถูกนำไปใช้ในการสร้างอำนาจชอบธรรมให้กับเจ้าผู้ปกครองในสมัยนั้น  ก็คือ  ความเชื่อในเรื่องกรรมทางพุทธศาสนา  แต่เปลี่ยนรูปแบบของกรรมให้เป็นบุญบารมี  และวาสนา  เราอาจเคยได้ยินสุภาษิตไทยบทหนึ่งที่กล่าวว่า  แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้  แต่แข่งบุญแข่งวาสนาอย่าไปแข่ง  หมายถึงว่าระบบบุญวาสนาเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเมื่อมาก่อนในชาติที่แล้ว  ทำให้เจ้ามีบุญบารมีมาเกิดเป็นเจ้า ดังนั้นไพร่คือพวกที่ไม่ได้ทำบุญมาแต่อดีตชาติ  หรือทำกรรมไว้  จำจะต้องรับกรรมเหล่านั้น  โดยเป็นไพร่ให้กับเจ้าผู้ปกครอง  และถ้าหากอยากเป็นเจ้าผู้ปกครองก็จำจะต้องสร้างสั่งสมบุญแต่ในชาตินี้  เพื่อวาสนาบารมีในชาติหน้านั่นเอง  และอีกประการหนึ่งที่เป็นการสร้างวัฒนธรรมจากระบบนิเวศที่อาศัยพื้นฐานการผลิตดังกล่าวของชาวไทยที่มีอิทธิพลต่อระบบไพร่ศักดินาในสมัยอยุธยาก็คือ ระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ของไทยสมัยอยุธยา เนื่องจากสมัยนั้นระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นระบบการพึ่งพาตนเอง  ระบบครัวเรือน  เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าระบบการผลิตในครัวเรือนระดับครอบครัวนั้น  ผู้หญิงเป็นใหญ่ในระบบการผลิตดังกล่าวในสังคมไทยในสมัยนั้น  เนื่องจากผู้ชายจะต้องเป็นไพร่เพราะระบบไพร่ทำให้การมีเวลาในการผลิตในระบบครัวเรือนทำได้ยาก  เป็นผลทำให้ระบบการผลิตในครัวเรือนนั้นจำจะต้องใช้ผู้หญิงเป็นหลักของบ้าน  และด้วยระบบนี้เองก็เป็นสิ่งกำหนดความเป็นวัฒนธรรมอีกหลายประการของสังคมไทย  แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่นั้นก็คือระบบการย้ายครัวเรือนจำเป็นต้องยึดฝ่ายหญิงเป็นหลัก  เช่นการแต่งงานประเพณีไทยก็นิยมให้ฝ่ายชายย้ายเข้าบ้านฝ่ายหญิง  เพื่อที่จะได้มีกำลังของผู้ชายอีกส่วนหนึ่งเมื่อว่างเว้นจากการต้องไปเป็นไพร่ก็จะได้ช่วยทางบ้านในการผลิตในระดับครัวเรือน  และระดับของเจ้ามูลนายในสังกัดนั่นเอง

                ด้วยระบบดังกล่าวเราจะเห็นได้ว่าตามทัศนะของสจ๊วตนั้น  สิ่งที่เป็นพื้นฐานของสังคม  คือระบบโครงสร้างทางสังคม  อาจจะกล่าวได้ตามทัศนะของสจ๊วตว่า พื้นฐานของสังคมในสมัยอยุธยา  คือระบบการผลิตในครัวเรือน ซึ่งเป็นระบบการเกษตรแบบครัวเรือน  การที่เป็นระบบแบบผลิตในครัวเรือนนี้เองทำให้แนวคิดทางวัฒนธรรมถูกสังคมจัดสรรออกมาในลักษณะหนึ่ง    และการผลิตแบบค้าขายกับชาวตะวันตกของเจ้าผู้ปกครองก็นำให้เกิดวัฒนธรรมทางสังคมอีกแบบหนึ่ง  ก็คือเฉพาะเจ้าผู้ปกครองเท่านั้นที่มีทำการค้าขายในระดับมหภาคได้  และระบบนี้เองทำให้ระบบการจัดระเบียบทางสังคมสมัยอยุธยาจึงเป็น  ระบบเจ้าผู้ปกครอง  ระบบอุปถัมป์ และการจัดการครัวแบบผู้หญิงเป็นใหญ่ระดับชาวบ้าน ซึ่งตรงนี้เองถูกครองงำด้วยระบบคิดของเจ้าผู้ปกครองอีกที่หนึ่ง   โดยระบบคิดเหล่านั้นใช้กลไลทางศาสนาพุทธและความเชื่อดังเดิมในเรื่องผีเข้าครอบงำ   สิ่งที่น่าสังเกตในระบบดังกล่าวนี้เองทำให้เราเห็นได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าระบบนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมนั้น  มีความต่อเนืองกันอย่างมาก  สิ่งหนึ่งทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น  เช่นระบบการครอบครัวแบบชาวบ้านนั้นจะมีอิทธิพลต่อประเพณีการแต่งงาน   ระบบการค้าของเจ้า  ทำให้เกิดระบบไพร่เพื่อผลิตสิ้นค้าเพื่อการค้า  และระบบคิดแบบพุทธศาสนาทำให้เกิดระบบมูลนายทางการสืบทอดอำนาจ  และการรักษาอำนาจ  อีกสิ่งหนึ่งทำให้ให้เกิดระบบคิดที่ครอบงำวิถีชีวิตคนอยุธยา  ก็คือ  การที่ถูกถ่ายทอดความรู้บางอย่างจากระบบผี  โดยที่บ้านเมือง  มีผีแถน พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง  และระบบหมู่บ้านก็มีผีตาผียาย  ขณะในบ้านก็มีผีบ้านผีเรือน     โดยที่ระบบผีนี้มีหน้าที่ในการรักษาระบบความคิดดีชั่ว  และบรรทัดฐานเบื้องต้นทางสังคม   สิ่งเหล่านี้มีร่องรอยหลงเหลืออยู่ในคำพูดของคนไทย  ในสมัยนี้อยู่อย่างมาก  เช่นในเรื่องของระบบคิดความเชื่อเรื่องผีต่อการรักษาบรรทัดฐานทางสังคม  อย่างเช่น  คำว่า ผิดผี  เป็นต้น  ในเรื่องของระบบคิดทางพุทธศาสนาต่อความเชื่อในการักษาอำนาจของเจ้าผู้ปกครอง เช่นในเรื่องของการลงโทษต่อไพร่  คำพูดเหล่านี้จะออกมาในรูปของคำว่า  เป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องชดใช้  ปลง  โดยที่สังเกตว่าระบบคิดในเรื่อง  และในเรื่องในเรื่องของระบบเจ้าผู้ปกครอง ก็จะพูดว่า  เจ้าขุนมูลนาย  เพื่อที่ให้เรา ปลง  ในความต่ำต้อยทางวาสนา  โดยที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากความคิดความเชื่อในสมัยนั้น   

                จากที่ได้เสนอมานั้น เราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่เป็นบริบทสำคัญในการมีอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของคนไทยก็คือระบบนิเวศ  หรือสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม  สังคมในสมัยนั้นเป็นสังคมครัวเรือน  และการค้าเกษตรกรรมแบบมูลนาย  สังคมชาวนาจึงเป็นคำนิยามของนิเวศวิทยาทางสังคมไทยสมัยอยุธยา  ตามแนวคิดของสจ๊วต  ดังนั้น จากบริบททงสังคม

    ชาวนาจึงเป็นสิ่งที่กำหนดระบบคิด  และค่านิยม  โดยสื่อออกมาทางความความเชื่อ  และพฤติกรรมทางประเพณี  วัฒนธรรม  สิ่งเหล่านี้เรายังมีร่องรอยทางวัฒนธรรมประเพณี  และคำพูด ที่ดังหลงเหลือมา  ซึ่งหากกล่าวตามทฤษฎีของสจ๊วตแล้ว  การที่วัฒนธรรมใด  ๆ เป็นเช่นไร  เป็นผลจากระบบนิเวศวิทยาทางสังคม  และการสืบทอดทางวัฒนธรรมก็มีผลจากการยอมรับในยุคหนึ่งถึงยุคหนึ่งโดยที่ระบบนิเวศวิทยานั้น  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย  หากเปลี่ยนแปลงไป  ก็จะมีผลทำให้วัฒนธรรม  กลายสภาพ  หรือมีผลทำให้เกิดการยอมรับวัฒนธรรมไปอีกในรูปแบบหนึ่ง  และการที่ระบบนิเวศมีผลต่อการกำหนดทางวัฒนธรรมนี้เอง  พื้นฐานเบื้องต้นที่สังเกตได้คือ  ระบบโครงสร้างทางการผลิต จะเป็นสิ่งที่กำหนดให้เกิดระบบการจัดระเบียบทางสังคม  ซึ่งสูงสุดแล้วก็จะทำให้เกิดระบบความคิด  ความเชื่อ  ดังนั้น  การที่ระบบนิเวศของเราเปลี่ยนไป  ระบบการผลิตก็จะเปลี่ยนไปด้วย  จึงเป็นผลทำให้ระบบสงคมเปลี่ยนไปทั้งหมดหรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของมัน  เช่นระบบการอุปถัมภ์ของสังคมในสมัยอยุธยานั้นเป็นผลจากการเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อระบบไพร่ศักดินา กับเจ้าผู้ปกครอง  แต่สิ่งนี้ได้เปลี่ยนหน้าที่ไป  เมื่อระบบการผลิตของไทยมุ่งสู่การค้า  หรืออุตสาหกรรมเป็นหลัก  การที่ระบบศักดินานั้นเป็นเคยเป็นเรื่องกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของบุญกรรมทำแต่ง  ก็เปลี่ยนหน้าที่เป็นเรื่องของทุนนิยม  หรือเรื่องเงินเป็นใหญ่  ระบบเจ้าขุนมูลนาย  เป็นเรื่องของบุญวาสนา  ก็กลายเป็นเรื่องของเส้นสาย   เป็นต้น  ซึ่งหน้าที่ที่เปลี่ยนไปนี้ก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของสังคมไทย  แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ  วัฒนธรรม  หรือความเชื่อ ซึ่งเปลี่ยนหน้าที่ของตนเองไป  เพื่อที่จะรับใช้ต่อระบบนิเวศวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป

                จากข้อสมมติฐานดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่การที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างหนึ่งในสังคมไทย  ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเกิดอย่างปัจจุบันได้ในทันที่  แต่การเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  เป็นระบบพลวัตรที่มีการสั่งสมทางคุณค่า  ความคิด  ความเชื่อ  ที่อยู่บนพื้นฐานใด ๆ โดยที่จากทฤษฎีนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมนั้นพื้นฐานใด ๆ ที่นำไปสู่ระบบคิด  ระบบความเชื่อ  และระบบสังคมดังกล่าวก็คือ  นิเวศวิทยาทางสังคมนั่นเอง   การเปลี่ยนแปลงทางหน้าที่  หรือความคิด  จึงสะท้อนในมุมกลับให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาทางสังคมและการมีความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยาทางสังคมด้วย  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่สังคมใด  จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นระบบเดียวกันตลอด  เพราะเราจำเป็นต้องยอมรับในความหลากหลายดังกล่าว  ดังนั้นจากทฤษฎีดังกล่าวเราจะเห็นได้ว่าอิทธิพลที่เป็นหลักสำคัญในทางทฤษฎีคือความเป็นนักมานุษวิทยาสายโบแอสเซี่ยน  แต่ในทางกลับกันในทัศนะขอบสจ๊วตก็ยังมองสังคม  เป็นไปในลักษณะของการผสมผสานทางสายวิวัฒนาการอยู่อย่างมากเพียงแต่เขามองว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงคือการที่เขายอมรับการระบบนิเวศทางสังคมมีความหลากหลายนั่นเอง  ซึ่งความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมพึงระลึกไว้ คือ จรรยาบรรณาของนักมานุษยวิทยาเองโดยที่เราต้องอาศัยทัศนะคนในเป็นหลัก   และไม่ใส่ความคิดมาตรฐานส่วนตัวในการตัดสินว่าระบบสังคมใด ควรถูกจัดอยู่ในประเภทใด  ดีหรือไม่ดี  เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากระบบนิเวศวิทยาทางสังคม

    กระบวนการเข้าสู่วัฎจักรของการขายบริการทางเพศ

    บทความเรื่อง

    กระบวนการเข้าสู่วัฎจักรของการขายบริการทางเพศในหมู่นักเรียนนักศึกษา : นิยามใหม่ของวัยรุ่นไทย

     

                จากสภาพสังคมในปัจจุบันที่เราได้พบเห็นอยู่นั้น  เราอาจเห็นภาพที่ซ้อนทับกันอยู่อย่างมากมายในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของสังคม  หลายภาพเป็นภาพที่ชัดเจนให้การอธิบายได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร  กระนั้นก็ตามภาพแต่ละภาพในปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้นก็ไม่ได้ชัดเจนเหมือนกันหมดบ้างครั้งภาพของปรากฏการณ์หนึ่ง ๆ จำเป็นที่จะต้องหาคำอธิบายที่ชัดเจนได้จากสังคมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาหรือการปรับตัวของบุคคลในสังคม  แต่คำอธิบายต่าง ๆ กลับดูคลุมเครือและยังไม่ให้ความกระจ่างเท่าใดนัก  ซึ่งดูเหมือนว่าคำอธิบายที่ต่างกันก็เนื่องมาจากให้คำนิยามของ      ปรากฏการณ์เดียวกันก็ได้  เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นอยู่ในหมู่วัยรุ่นสมัยนี้  ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน  ก็อาจจะถูกมองว่าทำไมวัยรุ่นไทยถึงไม่รู้จักความเป็นไทยอันมีวัฒนธรรมที่ดีงาม เช่นการไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว   นี่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เฝ้ามองและถามถึงเพราะดูเหมือนว่า  พฤติกรรมเหล่านั้นไม่เคยเกิดกับตน  และไม่มีในสมัยที่ตนเป็นวัยรุ่นทำให้การตีความเรื่องของวัฒนธรรมของตนเป็นไปในลักษณะสถิตย์และนั่นเองทำให้ดูว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งผิดวิสัย  แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งถ้าเรามองจากสายตาของวัยรุ่นเองเขาอาจมองเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่มองในเวลาเดียวกัน ว่าเป็นเรื่องของยุค  เป็นเรื่องของสมัยนิยมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา  หรือเป็นเรื่องที่ไม่ผิดแผกอะไรเพราะใคร ๆ (ในกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดียวกัน) ก็ทำกันมีการให้คำนิยามในเรื่องนี้เหมือน ๆ กัน  ถ้าถามถึงคำหนึ่งคำที่เหมือนกัน  การให้คำนิยามของของคำจากคนสองยุคนี้ก็ไมเหมือนกัน  นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น   ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหาวัยรุ่น  เราก็ควรมาทำความเข้าใจว่าวัยรุ่นได้นิยามถึงสิ่งที่เป็นปัญหาของเราหรือสังคมที่ผู้ใหญ่ปกครองอยู่นี้อย่างไรและวิธีคิดในสิ่งต่าง ๆ  ที่ทำให้เขาได้แสดงบทบาทเหล่านั้นออกมาคืออะไร 

    การให้บริการทางเพศของนักเรียนนักศึกษาคือเรื่องหนึ่งที่ผู้ใหญ่ได้ให้การพูดถึงและนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันว่าทำไมถึงเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น  ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นผลจากการให้คำนิยามของเรื่องพรหมจรรย์และความเป็นกุลสตรีไทย   คำนิยามนั้นเกิดเป็นคุณค่าและการเป็นเสมือนตราบาปที่ต้องห้ามของผู้หญิงเลยที่เดียวก็ว่าได้   ในกรณีดังกล่าวข้าพเจ้าขอยกกรณีของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาวิเคราะห์ ซึ่งหาโดยนำทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์เข้ามาเป็นตัววิเคราะห์ถึงกระบวนการในการเป็นผู้ค้าบริการทางเพศของนิสิตนักศึกษา  และนักเรียน ซึ่งโดยปกติแล้วการตีความในคำว่า  นักเรียน  นักศึกษา  ของผู้ใหญ่ก็คือ  เป็นบุคคลที่จะต้องอยู่ในสถานศึกษา  เพื่อแสวงหาความรู้ให้กับตนเอง  เป็นวัยที่ยังต้องอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการตัดสินใจเรื่อง

    ใด ๆ ทั้งนั้น  แต่หากพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว  เราจะเห็นว่าเด็กนักเรียนที่ทำอาชีพดังกล่าว  หรือมีพฤติกรรมดังกล่าว  ไม่ได้มีผู้ใหญ่ตัดสินใจหรือชักจูงเข้ามาสู่กระบวนการนี้เลย  อาจมีบ้างในบางสังคม หรือบางชุมชน  แต่กระบวนการตัดสินใจทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเรื่องของปัจเจก หรือตัวนักเรียนเองว่าจะทำหรือไม่ทำ (อาจจะผิดแผกไปจากปัญหาเดียวกันของเรื่องโสเภณีเด็กเมื่อในอดีต)

    เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดกับตัวผู้เขียนเอง  วันหนึ่งหลังจากผู้เขียนได้บรรยายเรื่อง

    เส้นทางชีวิตให้กับนักเรียนจากโรงเรียนที่มาเข้าอบรมเพื่อพัฒนาจิตฟัง   มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งเดินออกมาหาผู้เขียนเพื่อขอคำปรึกษาถึงปัญหาของตนเอง   จริง ๆ  แล้วในขณะนั้นผู้เขียนดูสีหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วก็ดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  หรือเป็นเรื่องไม่สำคัญอะไรมากและผู้เขียนเห็นว่าดึกมากพอดูแล้วจึงถามว่า  เป็นเรื่องสำคัญมากไหม  ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก  ถ้าไม่สำคัญอะไรก็ให้นำมาพูดคุยกันในวันรุ่งขึ้น   (ผู้เขียนขอใช้การเรียกชื่อแทนตัวของเด็กว่า น้องพี) น้องพีบอกว่าสำคัญมากอยู่เหมือนกัน  พี่ว่างจะฟังเรื่องของหนูได้ไหม   ผู้เขียนก็เลยตอบตกลงที่จะพูดคุยกับน้องพีต่อ   ในความเป็นจริงแล้วเรื่องความกลุ้มใจของน้องพีนั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่สำคัญอะไรเลยในความรู้สึกของผู้เขียน   หรือของใคร ๆ เมื่อได้ฟังในทีแรกนั่นก็คือ  พี่  ทำอย่างไรหนูถึงจะเลิกกับแฟนหนูได้    แต่พอได้ฟังให้เข้าใจถึงแก่นกลางของเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว  ก็ทำให้ผู้เขียนต้องกลับมานั่งทบทวนความคิดของตัวเองใหม่ว่าสิ่งสำคัญของผู้เขียนถูกทดแทนด้วยสิ่งที่ไม่ใช่สาระของเรื่องที่น้องพีต้องการให้ช่วย  คำถามจึงเกิดกับผู้เขียนว่าทำไม เรื่องที่เกิดจากเรื่องเดียวกันทำไมความสำคัญจึงถูกมองว่าต่างกัน   เนื้อหาของเรื่องก็คือ  น้องพีต้องการทิ้งจากแฟนที่คบกันอยู่เพราะเขาเป็นคนไม่ดี   ค้ายาบ้าและเป็นนักเลง  แท้จริงแล้วนั่นเป็นข้ออ้างให้กับตนเองในการขอเลิกกับแฟนของตนเอง  และตัวน้องพีเองพึ่งอยู่ มัธยมศึกษาปีที่ 1  ดังนั้นจึงคิดว่า  เธอได้เดินมาผิดทางกับคนนี้ก็ขอมีโอกาสเดินทางใหม่  ทำให้ข้าพเจ้าต้องถามประวัติของน้องคนนี้ต่อไปโดยที่เขาก็ยอมรับอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับการที่ตนเองเข้าสู่กระบวนการขายบริการทางเพศทั้งของตนเอง  และของเพื่อน ๆ ของเธอด้วย

                    ในความเป็นจริงแล้วเธอก็แทบจะไม่ยอมให้ความร่วมมือในตอนต้นเลย ทั้งนี้เป็นเพราะข้อมูลเหล่านั้นเป็นส่วนที่  เออวิ่ง   กอฟ์ฟแมน เรียกว่า  ส่วนหลังฉากของการแสดง  ขณะที่เธอเล่านั้นเธอพยายามไม่ให้ใครเข้าสู่ส่วนหลังฉากของเธอ   ซึ่งผู้เขียนเองก็พยายามสื่อให้เธอได้เห็นว่าการที่เธอมาพูดคุยกับข้าพเจ้าในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เธอแสดงความไว้ใจต่อข้าพเจ้านั้นหมายความว่าผู้เขียนจึงเป็นผู้ที่น่าจะถูกอนุญาตเข้าไปในส่วนที่เป็นหลังฉากของเธอได้ อีกประการหนึ่งผู้เขียนได้แสดงให้เธอเห็นว่าสิ่งที่เธอทำอยู่จะเป็นการช่วยเหลือสังคม  ต่อข้อถามของผู้ใหญ่ว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้คิดอะไรอยู่ จึงทำให้ดูเหมือนว่าการให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลในครั้งนั้น เป็นบทบาทที่เธอเคยแสดงออกมา  ทำให้สิ่งที่เป็นหลังฉาก  กลายเป็นอุปกรณ์ในส่วนหน้าฉากนั่นหมายความว่า  ฉากที่เธอได้รับในการแสดงเปลี่ยนไป ทำให้เธอผ่อนคลายมากขึ้น และยอมที่จะพูดคุยอะไรต่อมิอะไรได้มากยิ่งขึ้น    การได้พูดคุยกับน้องพีทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจกระบวนการเป็นผู้ให้บริการทางเพศของนักเรียนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ประการแรกก็คือ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นมากที่สุดคือการตีความจากระบบการสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ครอบคลุมมากที่สุด   พวกเธอหรือพวกเขา(ถ้าเป็นผู้ชาย) จะเข้าใจว่าสิ่งที่โทรทัศน์ได้นำเสนอออกมา  คือการให้คุณค่ากับนิยามของสิ่ง ๆ หนึ่ง  การกระทำอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่ง  อาจจะเป็นการยอมรับของคนกลุ่มนั้นกลุ่มเดียวแต่ถ้าได้นำมาออกโทรทัศน์แล้ว  แสดงว่าสิ่งนั้นคนในสังคมให้คุณค่าทางความหมายแล้ว(ยอมรับได้)   เช่น  นักร้องที่แต่งตัวแปลก ๆ  และการสร้างตัวตนใหม่ของวัยรุ่นก็อาศัยการตีความจากการสื่อสารของระบบที่เราเรียกกันว่า  อินเทอร์เนตด้วยนั่นเอง  ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหากว่าเราเปิดช่องของที่วัยรุ่นสนทนากัน  จะมีเรื่องของเซ็กส์  และการกระทำทางเพศอยู่ในนั้นเสียเป็นส่วนมาก   ทั้งนี้เขาตีความว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าปกปิดอีกต่อไป  เรื่องทางเพศเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการยอมรับ  ทางสังคมในส่วนอื่น  ๆ ด้วย   เป็นเพราะการตีความหรือให้นิยามในความว่าเสรีภาพส่วนบุคคลของนักเรียน  นักศึกษานั่นเอง   น้องพียอมรับกับผู้เขียนว่าเธอฝันอยากเป็นเหมือนกับผู้หญิงในผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ  เธอบอกว่าเธอรู้สึกว่าเท่ ดี  (เธอนิยามคำว่าเท่ของเธอว่าเป็นเหมือนผู้มีอิทธิพล  ที่มีอยู่ในแก็ง  และเธอก็สร้างแก็งของเธอขึ้นมาเพื่อให้คำนิยามของเธอสัมฤทธิผล)  

    ประการต่อมา  เธอพยายามปกปิดในส่วนที่เป็นหลังฉากบางประการของเธอเอาไว้ทำให้รู้ว่าส่วนหนึ่งของการเข้าไปสู่กระบวนการเช่นนี้อาจเป็นเพราะการที่เธอได้เห็นจากสิ่งแวดล้อม  ที่เป็นอยู่ (ผู้เขียนได้ไปส่งเธอที่บ้านได้พูดคุยกันในเรื่องครอบครัวของเธอบนรถทำให้ผู้เขียนสามารถเข้าไปรู้ถึงส่วนหลังฉากของเธอส่วนนี้ได้  นั่นก็คือ  คุณแม่ของเธอหย่ากับคุณพ่อที่เป็นตำรวจ  คุณพ่อมีภรรยาใหม่  ส่วนคุณแม่ประชดด้วยการไปทำงานอะไรบ้างอย่างที่แม่ไม่เคยบอกอยู่ที่พัทยาบอกกับลูกสาวแต่เพียงว่าแม่จะแต่งงานใหม่แต่  จะแต่งงานกับฝรั่งเท่านั้น  ส่วนน้าสาวของเธอก็ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นซึ่งไม่เคยบอกเธอเลยว่าเป็นงานอะไร  แต่บอกว่าเป็นงานสบายได้เงินดี  และจะชวนเธอไปทำงานอยู่ด้วย)  ส่วนที่เป็นหลังฉากของเธอมีผลต่อสภาพจิตใจของเธออย่างมากอยู่ทีเดียว  มันกลายเป็นส่วนที่กอฟ์ฟแมนเรียกว่า  มลทิน หรือ STIGMA”  ทั้งนี้เป็นเพราะการเกิดช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมทางสังคมไทย  ที่ให้คุณค่ากับพรหมจรรย์  กับส่วนที่เป็นสภาพความเป็นจริงที่เธอต้องเผชิญอยู่  ทั้งในครอบครัว และโรงเรียน 

    ซึ่งประการต่อมาก็เป็นผลจากเรื่องดังกล่าวนำไปสู่ความเข้าใจที่ว่าเกิดการให้คำนิยามใหม่ขึ้นมาในหมู่วัยรุ่น  และผู้ที่เกี่ยวข้อง  อย่างเช่น  ในส่วนของพรหมจรรย์นั้น  เป็นสิ่งที่ต้องสงวนไว้เพื่อมอบให้คนที่เรารัก  และเมื่อมีความรักจุดจบของความรักอยู่ที่การให้พรหมจรรย์ของผู้หญิงดังนั้นเมื่อผู้หญิงกลุ่มนี้ (นักเรียนที่ให้บริการทางเพศนั้น)จะไม่แคร์กับการสูญเสียพรหมจรรย์อีกแล้วเพราะถือว่าพรหมจรรย์เป็นสิ่งที่สูญเสียได้เพียงครั้งเดียวและเมื่อความรักในครั้งแรกที่นำไปสู่การสูญเสียพรหมจรรย์ไปนั้นสิ้นสุดลงก็หมายความว่าต่อไปเธอเหล่านั้นไม่จำเป็นจะต้องมีอะไรให้สูญเสียอีกแล้ว   สิ่งนี้ร่วมกับการให้คำนิยามของคำว่าความรักในหมู่ของนักเรียนที่ผิดพลาดนั่นเอง  ทำให้พวกเธอคิดว่า  ต่อไปหากเธอจะนอนกับใครมีอะไรกับใครอีกก็ไม่น่าที่จะแปลกอะไร  และถ้าการนอนครั้งนั้นทำให้เธอพบกับสิ่งที่เธอเรียกว่าความสุขได้แล้ว  เช่นเดียวกัน  การนิยามความสุขของคน  เธอนิยามความสุขของพวกเธอว่าเป็นผลจากการยอมรับเข้าไปสู่หมู่เพื่อน  หรือหากสิ่งนี้จะแทนสิ่งที่กอฟ์ฟแมนพูดถึงนั่นก็คือ  เรื่องของทีมในการแสดงนั่นเอง   การให้คุณค่ากับวัตถุว่าเป็นตัวแทนของความสุข  เช่นการที่มีมือถือใช้  หรือการที่ได้แต่งตัวสวย ๆ  หรือการที่มีนาฬิกาเรือนราคาหลายบาทใส่นั้นพวกเธอคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เพื่อนวัยรุ่นให้คุณค่า  และตีความว่าเป็นส่วนประกอบของความสุข 

    ดังนั้นวิธีการใดที่จะนำไปสู่ความสุขเหล่านั้นได้  ก็จะยอมกระทำตาม  กอฟ์ฟแมนเรียกส่วนนี้ว่าเป็นเรื่องสกปรกก็ตามเพื่อที่จะนำไปสู่การมีความสุข  จากการนิยามของตนเอง ในประเด็นนี้ยังมีส่วนที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง  ก็คือการตีความถึงบทบาทความเป็นครูของเหล่าครูที่สอนพวกเธออยู่ด้วยเช่นกัน  ผู้เขียนได้ถามน้องพีว่า  ครูอาจารย์ท่านทราบไหมว่านักเรียนส่วนหนึ่งของท่านมีพฤติกรรมเช่นนี้  น้องพีบอกว่าทราบแต่อาจารย์กลับไม่ว่าอะไร  อาจเป็นเพราะตีความคำว่าเสรีภาพส่วนบุคคลเช่นเดียวกับเด็กกลุ่มนี้   แต่สิ่งที่หน้าแปลกก็คือ  คำว่าครู  หรือจิตสำนึกของความเป็นครูได้หายไป  การตีความของคำว่าครูเหลือเพียงแต่ผู้ให้ความรู้ ส่วนนอกนั้นไม่ใช่อุดมการณ์ที่ผู้ชมต้องการ  ครูอาจจะบอกว่าผู้ดู คือนักเรียนต้องการแต่ให้สอนพวกเขาเพียงอย่างเดียวไม่ต้องการให้ไปล้ำสิ่งที่เป็นส่วนหลังฉากของอีกฝ่ายหนึ่งมากนัก  ครูในสมัยก่อนอาจจะพยายามแสดงบทบาทให้นักเรียนเห็นว่า  เราเป็นทีมแสดงละครทีมเดียวกัน ดังนั้นส่วนหลังฉากจึงเป็นส่วนที่ต้องแชร์กัน  และช่วยกันแก้ไข  หรือปกปิด  แต่ครูที่น้องพี ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังกลับทำให้ผู้เขียนคิดเหมือนกันว่า  ส่วนหลังฉากของเธอเป็นสิทธิ์ของเธอแต่ ถ้าเมื่อไรฉันรู้ว่าส่วนนี้เป็นหลังฉากของเธอเมื่อไร  ฉันจะมีหน้าที่ในการนำไปประจานหรือนำไปพูดคุยกันในหมู่ครูด้วยกัน   และให้คำจำกัดความใหม่  เช่น ครูจะให้คำจำกัดความว่า  นักเรียนหญิงที่คอยเป็นผู้หาคนไปกินเลี้ยง(เป็นศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติขึ้นใหม่ในหมู่นักเรียนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว  หมายถึงการไปให้บริการทางเพศ)ว่าแม่เล้า   อย่างที่หนังสือพิมพ์ใช้เรียกเช่นเดียวกัน  

    นั้นกลับกลายเป็นการสร้างคุณค่าให้กับคำนิยามข้างต้นให้สมบูรณ์ขึ้นนั่นเอง   ประการสุดท้ายที่ข้าพเจ้าได้จากการสนทนากับน้องพีก็คือ  การที่เธอเหล่านั้นต้องการสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมาทดแทนกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป (เราอาจเรียกการประชดก็ได้)  แต่ในประเด็นดังกล่าวนั้น  เราอาจกล่าวได้ว่ามาจากการที่พวกเธอเหล่านั้นต้องการแสดงให้สมบทบาทที่บางครั้งถูกสังคมพิพากษาแล้วว่าพวกเธอเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เช่น   เด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมชอบแต่งตัวผิดระเบียบของโรงเรียน  อาจารย์จะให้คำนิยามว่าเป็นเด็กที่ไม่ดี  และเมื่อเป็นเด็กที่ไม่ดี ก็จะต้องหมายความว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องติดยาเสพติด  หรือมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ถูกนิยามว่าเป็นพฤติกรรมของเด็กที่ไม่ดีด้วยนั่นเอง  ในเมื่อเด็กบางคน  ได้รับรู้การนิยามเช่นนั้น  ก็พยายามแสดงบทบาทที่ถูกสังคมกำหนดให้พวกเขาเหล่านั้น  ให้สมบทบาทจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า  ทำไมเด็กเหล่านี้ถึงได้รับรู้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เป็นเพราะเนื่องจากการรับรู้ร่วมกันระหว่างผู้แสดงและคนดูนั่นเอง  คนดู (คนรอบข้าง)  คาดหวังว่าบทบาทของเด็กไม่ดี  จะต้องมีพฤติกรรมอย่างนี้   ฉากที่แสดงจะต้องเป็นอย่างนี้  มีอะไรเป็นอุปกรณ์บ้างในการแสดงเด็กหรือพวกเธอได้รับการให้คำนิยามเหล่านี้จากคนรอบข้างของเธอนั่นเอง  

                ในบทสรุปแล้วนั้น  กระบวนการที่ได้นำนักเรียน  นักศึกษาไปสู่กระบวนการค้าประเวณี หรือการให้บริการทางเพศนั้น  เป็นเพียงยุคที่เปลี่ยนผ่านจากความคิดในการให้คำนิยาม  การตีความของสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัยอย่างที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า  การนิยามคำเพียงซักคำหนึ่งนั้น เราไม่เพียงแต่จะได้ความคิดที่หลายหลากจากปัจเจก  แต่เรายังได้อย่างอื่นด้วยว่าคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ที่ได้จากการให้คำนิยาม  มาจากฐานคิดแบบใดเป็นหลัก  เด็กนักเรียนที่ไปค้าประเวณีนั้น   ฐานคิดของพวกเธออาจจะอยู่ที่ว่า  ทำอย่างไรถึงจะได้อย่างที่อยากได้ตามความปรารถนา    หรืออาจจะมาจากฐานคิดที่ว่า   ทำอย่างไรฉันถึงจะมีเหมือนคนอื่นเขา  หรืออีกประการหนึ่งก็คือ  ทำอย่างไรฉันถึงจะเป็นที่ยอมรับในสังคมที่อยู่(ให้เหมาะสมกับบทบาทของตัวเอง  และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม)  เป็นต้น ฐานคิดทั้งหมดนำไปสู่การให้คุณค่าแก่สิ่งต่าง ๆ ของนิยามและคุณค่าเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องมีการยอมรับร่วมกัน  การยอมรับที่ดีที่สุดคือการใช้เงินหรือระบบราคาเป็นการให้คุณค่าของคำนิยาม  กระบวนการการค้าประเวณีจึงเกิดจากการให้คำนิยามที่ผิดพลาดไม่ใช่ว่าเกิดที่เด็ก  แต่ต้องบอกว่าเกิดจากพวกผู้ใหญ่ด้วย  (ซึ่งอาจจะเป็นผู้ทำให้เด็กยอมรับในคำนิยามต่าง ๆ โดยที่พวกเขาอาจจะไม่ได้ให้คำนิยามเองด้วยซ้ำ)  ทั

                เราจึงเห็นได้ว่ากระบวนการเข้าไปเป็นผู้ให้บริการทางเพศในหมู่นักเรียนนักศึกษา  คือการที่สิ่งเหล่านี้  ได้ถูกกระทำทั้งคนในสังคม  และตัวของพวกเธอเองกำหนดขึ้นไว้   การให้คำนิยามของพวกเธอก็ต้องการให้สอดคล้องกับสถานะการณ์ที่เป็นไปจริง ๆ บนโลกใบนี้   พวกเธอหรือพวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหาหรือถ้าเป็นก็ไม่ใช่ปัญหาหลักของพวกเธอ   ในยุคของสังคมที่อะไร ๆ ก็ต้องการปัจจัยที่เรียกว่าเงิน   ความสะดวกสบาย  ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นความสุขนั้น   ก็เกิดจากการที่เรามองว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องของปากท้อง  เรื่องของความเป็นอยู่มากเกินไป  ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ได้รับการพูดคุยกันมากที่สุด  นั่นก็คือเรื่องของเงิน  การนิยามสิ่ง  ต่าง ๆ จะต้องมีเงินเข้าไปสู่การนิยามเหล่านั้นด้วย  ไม่ว่าความสุข  ความสะดวกสบาย   ความเป็นผู้ดี   หรือ แม้แต่การศึกษาเองก็ตาม  นิยามเหล่านั้น ก็แขวนอยู่บนเงินซึ่งหมายถึงวัตถุที่เป็นสื่อกลางที่ทรงอิทธิพล  เงินไม่ใช่ตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมของปัจเจก  แต่เงินคือการนำไปสู่การนิยามที่ให้คุณค่ากับสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากที่สุด  (เราอาจเรียกว่าราคาของสินค้า)  แต่กระนั้นก็ตาม  ในความเป็นปัจเจกเหล่านั้นเราได้ลืมไปว่าเรายังมีคุณค่าอื่น ๆ ที่เราควรจะให้ความสนใจมากกว่า  หรือแม้แต่ความสุขที่ได้  ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแลกมาด้วยคุณค่าทางตัวเงิน  นี่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองควรหันกลับมาพิจารณาดูว่า   สิ่งที่ท่านได้ให้คุณค่าต่อคำนิยามต่าง ๆ อยู่บนพื้นฐานของอะไร  คุณค่าทางราคา  หรือคุณค่าทางจิตใจ  อย่ามัวถามว่าทำไมวัยรุ่นถึงเป็นอย่างนี้  เพราะทั้งนี้ก็เพราะเราคือส่วนหนึ่งของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน  เด็กเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการให้คุณค่าของพวกเราเองว่า  เราจะให้คุณค่าของเด็กอย่างไรด้วย   การทุ่มงบประมาณหลายหมื่นหลายพันล้านที่ทำลงไปจะไม่มีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติได้เลยแม้แต่นิดเดียวหากเราลืมไปว่าคุณค่าที่เกิดจากคำนิยามของเราเป็นตัวทำลายตัวมันเอง

    แนวคิดวิวัฒนาการสายเดียวกับมานุษยวิทยา

    บทความเรื่อง แนวคิดวิวัฒนาการสายเดียวกับมานุษยวิทยา ความเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ

     

                ต่อข้อถามที่ส่วนใหญ่ของนักการศึกษาสายมานุษยวิทยา ก็คือหนีไม่พ้นกับคำถาเบื้องต้นที่ว่าอะไรคือวิวัฒนาการ  และวิวัฒนาการของมนุษย์อย่างที่นักมานุษยวิทยาศึกษามีอะไรบ้างแล้วอย่างไร  แนวโน้มหรือความเป็นมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการมีจะเป็นอย่างไรต่อไป  ซึ่งทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะได้รับการสร้างความกระจ่างแจ้งต่อวงการศึกษาเสียที  ในด้านการศึกษาของนักมานุษยวิทยาแล้วก็นับว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก  และมีแนวโน้มว่าจะมากยิ่งขึ้น  แต่ในเมืองไทยเองแวดวงการศึกษาทางนี้ยังได้รับการตอบรับอยู่น้อยทั้งนี้อาจเป็นเรื่องความเป็นประเทศกำลังพัฒนาตามหลักการการพัฒนาแบบตะวันตกทำให้เรามุ่งเน้นในการผลิตบุคลากรฝ่ายวิทยาศาสตร์ออกมาจนมากมาย  ศาสตร์หรือวิชาในด้านนี้จึงเป็นที่รู้จักกันน้อย และเมื่อใดที่มีนักวิชาการสายนี้ออกมาให้ทัศนะใดทัศนะหนึ่งก็จะนำไปสู่คำถามอีกมากมายว่าท่านเหล่านั้นทราบได้อย่างไร และสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่คืออะไร  เหมือนกับที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้เป็นคำถามข้างต้นนั่นเอง

                ต่อข้อถาที่ว่าอะไรคือมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการ  สิ่งแรกก็คือความเป็นมานุษยวิทยาคืออะไร  สำหรับตัวผู้เขียนที่จะอธิบายให้ง่ายสำหรับบทความนี้ก็คือ  การศึกษาที่ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นมาและเป็นไปของมนุษย์  สามารถเป็นแรงจูงใจและเป็นรากฐานของแขนงวิชาต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นทาง รัฐศาสตร์  วิทยาศาสตร์  แพทย์ศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  โบราณคดี  และอื่น ๆ โดยที่การศึกษาเหล่านั้นจำเป็นต้องมีมิติของเวลาหรือการพัฒนาการเกิดขึ้น  การศึกษาดังกล่าวอาจจะสรุปรวมได้ว่าเป็น การศึกษาทางวิวัฒนาการของมนุษย์นั่นเอง  ทีนี้ต่อข้อถามที่ว่าแล้วมานุษยวิทยาสายวิวัฒนการคืออะไร  ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการก็คือผู้ที่ตั้งองค์ทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องพัฒนาของการเป็นมนุษย์ในโลกนี้  โดยอาศัยบริบททางสังคม  และทางวัฒนธรรม  การศึกษาของคนกลุ่มนี้ตอบสนองต่อข้อถามที่ว่ามนุษย์พัฒนามาอย่างไร และจะพัฒนาอะไรต่อไป  ผู้นำในการวางรากฐาน หรือฐานคิดเหล่านี้ ก็คือ  เฮอร์เบิร์ต  สเปนเซอร์  คาร์ล มาร์กซ์  ออกุส  กองต์  เหล่านี้เป็นต้น  โดยเริ่มแรกมองการเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบนิ่งเฉยหมายถึง มองแบบเดียวกัน  จับเข้าคู่กัน  และการมองแบบนี้เป็นการมองที่มีอคติต่อวงการศึกษา เพราะโลกมนุษย์ถูกทำให้เป็นเอก หรือหนึ่งเดียวเท่านั้น  หมายความว่าโลกที่พวกเขามองอยู่คือสังคมตะวันตกเท่านั้น  ส่วนอื่น ๆ คือส่วนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือยังมีวิวัฒนาการไม่เสมอกับโลกตะวันตก

                ซึ่งสรุปได้โดยย่อว่า ต่อมาพวกนักคิดเหล่านี้ถือว่ามีคุณูปการแก่วงการศึกษามานุษยวิทยาอย่างมากแต่  พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงรุ่นบุกเบิกและสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าวิวัฒนาการสายเดียวดังกล่าวมานั้นเป็นการสร้างมายาคติทางสังคมตะวันตกที่มีต่อส่วนอื่น ๆ ของโลก  โดยไม่อาศัยความเป็นจริงทางวิชาการที่พิสูจน์ได้มากนักจึงทำให้กำเนิดนักวิชาการรุ่นต่อมาเพื่อสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นเอกภาพและแก้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ถูกโจมตีจากคนภายนอกวงการ และนักมานุษยวิทยาสายอื่น ๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยทั้งนี้อาจบอกได้ว่านักทฤษฎีกลุ่มสายวิวัฒนาการสมัยใหม่นั้นประกอบด้วยบุคคลหลัก ๆ 3 ท่านก็คือ  จูเลียน สจ๊วต (Julian Steward) ซึ่งเสนอแนวคิดนิเวศวิทยาทางวัฒนธรรมขึ้นมา  เลสลี  ไวต์  (Leslie White) ที่เป็นผู้เสนอแนวคิดว่าด้วยเรื่องอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อการปรับตัวทางวัฒนธรรม และคนสุดท้ายที่ได้เสนอแนวคิดของวัตถุนิยมทางวัฒนธรรมขึ้นนั่นก็คือ  มาร์วิน  แฮริส (Marvin  Harris) โดยที่ทั้งสามท่านนี้ได้รับแนวคิดความเชื่อแบบวิวัฒนาการของสังคมมาอย่างมากทีเดียวทำให้แนวทางในการคิดและสรุปข้อทฤษฎีเป็นไปบนรากฐานการวิวัฒนาการ  รวมถึงการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับมนุษย์เบื้องต้นแทบจะบอกได้ว่ามีความคล้ายคลึงกัน  แต่แตกต่างกันในมุมมองของการตีความและให้นิยามความสำคัญของปัญหาที่ว่า การเปลี่ยนแปลง

                โดยที่สจ๊วตเอง  มองปัญหาของการการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ และการขับเคลื่อนอย่างมีพลวัตร(มากขึ้นจากแนวคิดเก่า) ว่าเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม  โดยที่มองว่าวัฒนธรรมที่สจ๊วตมองนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาในรูปธรรมเช่น  ระบบการผลิต  การเกษตรกรรม  อุตสาหกรรม  โดยผสมผสานกับแนวคิดของนักมานุษยวิทยาสายโครงสร้างหน้าที่  โดยดูการดำเนินวิถีการผลิตผ่านกระบวนการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่  ที่มีต่อวัฒนธรรม และการปรับตัวของคนในสังคมหนึ่ง ๆ หรือในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ  ดังนั้นอาจจะบอกได้ว่าตามแนวคิดของสจ๊วตนั้น  สามารถสรุปได้เป็นหัวข้อสำคัญดังนี้ 

    Ø    ต่อสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง หรือวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมนั้น เขามองสิ่งแวดล้อมเป็นด้านหลัก โดยการที่มีภูมิสภาพทางสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันอาจจำไปสู่การปรับเปลี่ยนตนเองทางวัฒนธรรม  และสังคมเป็นด้านหลัก

    Ø    ส่วนในตัวกำหนดสำคัญที่มีต่อวิวัฒนาการของสังคม และวัฒนธรรมนั้น ก็คือ  คู่ของความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมกับเทคโนโลยีทางการผลิตเป็นตัวกำหนดสำคัญที่จะมีผลต่อการกำหนดความเป็นไปของพฤติกรรมมนุษย์  ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่มีผลเนื่องจากเทคโนโลยีทางการผลิตเหล่านั้น

    Ø    จากข้อเบื้องต้น  ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่สจ๊วตพยายามอธิบายให้กับพวกเราก็คือ  คู่แห่งความสัมพันธ์  กล่าวคือ  สิ่งแวดล้อมกับเทคโนโลยี  เทคโนโลยีกับพฤติกรรมของมนุษย์  และ เทคโนโลยีกับวัฒนธรรม  ดังนั้นสิ่งที่เขาอธิบายจึงหมายความว่าวิวัฒนาการของสังคมเป็นสิ่งที่เกิดได้หลายสาย และไม่จำเป็นต้องเอาวิวัฒนาการตัวใดเป็นแม่บท สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสม ที่ถูกสรรค์สร้างโดยสภาพแวดล้อม  โดยสังเกตได้จากเทคโนโลยี (อาจจะหมายถึง ศิลปกรรม  และงานประดิษฐ์ทางสังคม  เช่นสถาปัตยกรรม และศาสนา เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องตอบสนองต่อบริบทของสังคมนั่นก็คือสภาพแวดล้อมนั่นเอง)  แต่สิ่งที่เขาพยายามอธิบายเหล่านี้เป็นการศึกษาโดยอาศัยการศึกษาจากแหล่งอารยธรรมใหญ่ ๆ เช่นอียิปต์  จีน เป็นต้น  ทำให้งานของเขาอาจจะดูเหมือนออกมาในรูปของต้นกำเนิดทางวัฒนธรรมหลักของโลก (เหมือนกับแนวการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม)

     

    ส่วนในทัศนะของไวต์นั้น  เขากับให้ความสนใจกับการศึกษาองค์อภิอินทรีย์ทางสังคม (superorganic) แบบโคลเบอร์ซึ่งเป็นอิทธิพลของนักคิดรุ่นสเปนเซอร์ โดยที่เขาพยายามทำทฤษฎีของเขาให้เป็นสากล  โดยที่สรุปแนวคิดของเขาตามหลักการได้ดังนี้

    Ø    ส่วนตัวเขาเองเขาเชื่อในความเป็นสากลแบบวิทยาศาสตร์  ดังนั้นสิ่งที่เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจำเป็นต้องมีจุดร่วมและหาค่าได้  ดังนั้นเขาจึงมองสิ่งต่าง ๆ เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของสังคม เทคโนโลยี  และระบบคิด  ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญของเขาก็คงเหมือนกับสจ๊วต  ที่ว่าอิทธิพลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นด้านหลักก็คือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นรองมากกว่าประเด็นหลัก

    Ø    ตัวกำหดสำคัญของไวต์ในการนำมาวิเคราะห์หรือเป็นตัวแปรหลักของวิวัฒนาการก็คือ  ระบบต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว  ก็คือ  ระบบสังคม  ระบบเทคโนโลยี  และระบบคิด  ซึ่งระบบเทคโนโลยีถือเป็นพื้นฐานของสังคม การวิวัฒนาการเช่นนี้ทำให้จำแนกสังคมจากระบบการผลิต  และตัวต่อมาคือระบบสังคม(สิ่งแวดล้อม) ส่วนด้านบนสุดที่เป็นผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของระบบ 2 ชั้นล่างก็คือระบบคิด  ที่มีผลต่อแนวคิดของคนในสังคม

    Ø    ต่อข้อกำหนดผลต่อการเปลี่ยนแปลงในองประกอบหรือระบบที่สำคัญในสังคมอาจจะกล่าวได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลของฐานการผลิต ยิ่งมีระบบการผลิตที่ซับซ้อน ก็จะทำให้สังคมของมนุษย์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และยิ่งมีความซับซ้อนทางสังคมก็ยิ่งมีความซับซ้อนทางระบบคิดมากขึ้นด้วย  หากจะมองจากมุมของไวต์แล้ว  โดยความปรารถนาต้องการจะให้มานุษยวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์มีผลสรุปพิสูจน์ออกมาเป็นเกณฑ์ได้นี้เองเขาจึงได้ชื่อว่าเป็น นักมานุษยวิทยาแบบวิวัฒนาการสากล

     

    ส่วนนักคิดคนสุดท้ายที่ได้ฉายาว่า นักมานุษยวิทยาสายวัตถุนิยมทางวัฒนธรรมนั้นก็คือ

    แอริสทั้งนี้เพราะตัวเขาเองได้รับแนวคิดจากกฎเกณฑ์ของวิวัฒนาการสากลของไวต์ไม่น้อยที่เดียว อีกประการหนึ่งเขาคงได้รับแนวคิดเชิงปรัชญาสายมาร์กซ์มาด้วยเหมือนกันว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นองค์ทางวัตถุ  โดยสิ่งที่เขาศึกษาจะเป็นเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขสูตรของไวต์เป็นหลัก  ดังนั้นอาจจะสรุปประเด็นของการศึกษาตามแนวทางของไวต์ได้ดังนี้

    Ø    ประการแรกต่อสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของวิวัฒนาการแบบแฮริสนั้น  เขาให้ความสนใจใน 2 ประเด็นหลักก็คือ  กระบวนการผลิต  กับการรักษาสมดุลแห่งประชากรกับทรัพยากร  ซึ่งทั้งนี้สาเหตุในการศึกษาจากประเด็นดังกล่าวของเขาในครั้งนี้นับว่าเป็นผลจากที่กล่าวไว้แล้วว่าเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก สจ๊วต  และไวต์ เป็นด้านหลัก เพราะเนื่องจากเห็นความเป็นจริงที่ว่า  สิ่งต่าง ๆ เป็นส่วนของการควบ(ปัญหาหรือสาเหตุ) กันและกันอยู่  ทั้งนี้เขาให้กระบวนการผลิตเป็นผลของตัวแทนของไวต์  และความสมดุลเป็นผลของการปรับตัวของคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดจากสจ๊วต

    Ø    ในด้านตัวกำหนดของเขานั้นสิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือ  ตัวแปร(ที่จะคำนวนทางสถิติได้) และจำเป็นต้องเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเป็นที่มาของปัญหาหรือสาเหตุดังกล่าวมาข้างต้นได้  โดยมี 1. พลังงาน (E)  ที่ได้จากอาหาร  2. จำนวนผู้ผลิต (M)  3. จำนวนชั่วโมงของการทำงาน (t)  4. จำนวนแคลอรีที่มนุษย์เผาผลาญไปต่อชั่วโมง (r) และ 5. อัตราส่วนระหว่างพลังงานที่มนุษย์ได้จากสารอาหาร  กับพลังงานที่มนุษย์ใช้ไปในการหาอาหาร ซึ่งค่า (e) จะต้องมากกว่า 1 เสมอไป   ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตัวกำหนดหรือตัวแปรทางทฤษฎีของเขานั้นใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ และให้สูตรในการพิสูจน์ทฤษฎี

    Ø    ผลจากที่เขาได้ทำเช่นนั้น  ทำให้ข้อสรุปทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลงของเขาเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการวัดค่าความสูงต่ำของวิวัฒนาการ  โดยที่สังคมใดมีค่าสูงเท่านับว่าเป็นสังคมที่ทันสมัยมีความล้ำหน้ากว่าสังคมอื่น  ซึ่งอาจนำตัวเลขเหล่านี้มาวาดเป็นกราฟแล้วอธิบายได้เหมือนกับการวิวัฒนาการสายเดียวเช่นเดียวกับยุคต้น  แต่ความเป็นขั้นตอนเหล่านี้ถูกอธิบายด้วยตัวเลข  และอ่านค่าด้วยกราฟ หรืออธิบายตามแบบนักปฏิฐานนิยมนั่นเอง

     

    เราอาจสรุปได้ว่าวิวัฒนาการใหม่ของมานุษยวิทยานั้นเป็นมายาคติที่จะสร้างความชอบ

    ธรรมในการให้คำอธิบายทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง  แต่โดยเนื้อแท้แล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ โบแอสให้ความคิดเอาไว้ว่า ลัษณะของสังคมต่าง ๆ กันออกไป ไม่สามารถเอาสังคมหนึ่งจับไปอธิบายสังคมหนึ่งได้  ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่นักมานุษยวิทยาสายนี้ยังคงไม่ให้ความสนใจต่อไป  ทำให้คุณค่าของมนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่ถูกทำให้เป็นผู้ถูกศึกษา และยังไม่นำไปสู่การยอมรับในอธิปัตย์ว่าคนเป็นคนโดยสมบูรณ์เท่ากันโดยเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์  และความรัฐชาติของตนเอง  ซึ่งแท้จริงจะนำไปสู่การตั้งค่ายความคิดและต่อต้านอำนาจต่างทางสังคมที่มีความเป็นพหุลักษณ์ทางสังคม ๆ รวมถึงปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย  ทั้งนี้อาจจะสรุปได้ว่าแนวการศึกษาแบบนักวิชาการสายนี้ย่อมได้รับการท้าทายจากแนวคิดด้านอื่น ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะนักคิดแนวหลังสมัยใหม่

     

    อ้างอิง

    ยศ  สันตสมบัติ.(2537). มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    อมรา   พงศาพิชญ์.(2537). วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธ์ วิเคราะห์สังคมไทยแนว

    มานุษยวิทยา. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    สรุปทฤษฎีแลกเปลี่ยน (exchange theory) ตอนที่ 2

    ประพจน์ทางด้านการทำซ้ำต่อเนื่อง (SUCCESS PROPOSITION)

                    สำหรับการกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำไปโดยบุคคลต่าง ๆ ยิ่งการกระทำของบุคคลดังกล่าวได้รับรางวัลหรือผลตอบแทนมาก  บุคคลคนนั้นก็จะกระทำการอย่างนั้นบ่อยครั้งมากขึ้น

                ในประพจน์ดังกล่าวโฮแมน  ได้เสนอให้เห็นว่า  การกระทำที่เราเห็นอยู่ในรูปของปัจเจกชนนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการ 3  ขั้นตอน  มีองค์ประกอบคือ  ผู้กระทำการ(การกระทำ)  ผลตอบแทนหรือรางวัล  การกระทำซ้ำ(SUCCESS) กล่าวคือ  เมื่อบุคคลหรือคนได้ทำอะไรลงไปโดยการกระทำใดกระทำหนึ่ง  เกิดผลตอบแทนหรือมีผลได้  ก็ย่อมจะทำให้เกิดการกระทำนั้นอีก  เช่น  การที่เราไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเกิดความพึงพอใจในรสชาติของอาหารและราคาถูกแน่นอนเราก็จะไปรับประทานอาหารที่ร้านนี้บ่อย ๆ   ซึ่งเราอาจเห็นกระบวนการดังกล่าวดังนี้ 

    q       ผู้กระทำการ(เรา) กระทำการคือการไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    q       ผลตอบแทนหรือรางวัลคือ  ความอร่อยจากรสชาติของอาหารและความถูกของอาหาร

    q       การกระทำซ้ำ  คือ การไปรับประทานอาหารร้านนั้นบ่อย ๆ

    ซึ่งในประพจน์ดังกล่าวมิใช่ว่าจะไม่มีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไข  โฮมันส์ก็ยังให้ข้อยกเว้นอยู่ 2 ประการก็คือ  การสิ้นสุดของการกระทำ  กล่าวคือในการกระทำใด ๆ ก็ตามมิได้หมายความว่าการกระทำทั้งหมดจะเกิดขึ้นตลอดเวลาหรืออยู่ตลอดแต่อาจมีการสิ้นสุดทั้งนี้เป็นเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับปัจเจก  ประการที่ 2  ข้อจำกัดของเวลาในการได้รับผลตอบแทน(ระยะห่างทางเวลาของการได้รับผลตอบแทน)  ซึ่งโฮมันส์ได้ให้ข้อเสนอว่าถ้าการกระทำใดเกิดการได้รับผลตอบแทนซ้ำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่สม่ำเสมอในการได้รับผลตอบแทนนั้นย่อมได้นำไปสู่การสิ้นสุดเร็วของการกระทำ แต่ถ้าการได้รับผลตอบแทนที่ไม่สม่ำเสมอหรือมักจะกระตุ้นให้เกิดการกระทำนั้นซ้ำอีก (เช่นเรื่องของการพนัน)

    ประพจน์ด้านตัวกระตุ้น (STIMULUS  PROPOSITION)

                ถ้าหากว่าในอดีตการเกิดขึ้นของตัวกระตุ้นหนึ่ง   หรือจำนวนหนึ่ง  เป็นโอกาสที่ทำให้การกระทำของบุคคลได้รับการตอบแทน  ดังนั้นยิ่งตัวกระตุ้นในปัจจุบันมีลักษณะเหมือนตัวกระตุ้นในอดีตมากเท่าใด  ก็ยิ่งจะทำให้บุคคลลงมือกระทำอย่างเดียวกันนั้น   หรือคล้าย  ๆ กันมากยิ่งขึ้น

                โฮมันส์มองว่าตัวกระตุ้นในอดีต(ทางประวัติศาสตร์)มีผลต่อการกระทำของบุคคลไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวกระตุ้นเดิม(ทัศนะของข้าพเจ้าคือ  ความคาดหวัง) ผู้กระทำย่อมกระทำการกระทำ(อันเนื่องมาจากความคาดหวัง) นั้นอีกได้เช่น

                เราได้นำขนมที่ซื้อมาไปให้กับเพื่อนบ้าน  เพื่อนบ้านคนหนึ่งได้ให้กับข้าวอย่างหนึ่งกลับมา  ในวันต่อมาเราก็นำขนมไปให้กับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งด้วยเช่นกัน(ซึ่งความคาดหวังย่อมเหมือนกับตัวกระตุ้นในอดีต คือการได้รับสิ่งของตอบแทนด้วย)

     

    ซึ่งในการอธิบายดังกล่าวโฮมันส์ได้เสริมในหลักการการทำให้เป็นหนักการทั่วไป  กล่าวคือ  การให้ขนม(ดังตัวอย่าง) หลักการทั่วไป คือ  การให้  ผลที่ได้รับคือ  การได้ผลตอบแทน  เราอาจเปลี่ยนวัตถุในการให้เป็นสิ่งอื่นก็ได้(แต่ต้องเป็นสิ่งพึ่งประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม) นั้นหมายถึงผลที่ได้คือการได้รับของตอบแทน (แต่ทั้งนี้การอธิบายของเขาก็ยังมี การเลือกปฏิบัติ อยู่ หมายถึง เงื่อนไขที่มีอยู่ในตัวกระตุ้นนั้น ๆ  ซึ่งถ้าการกระทำใดที่มีตัวกระตุ้นที่มีเงื่อนไขซับซ้อนอันนำมาซึ่งความยุ่งยากของการกระทำ ก็อาจมีส่วนตัวการตัดสินใจในการกระทำในครั้งต่อไป

              ประพจน์ทางด้านคุณค่า(VALUE PROPOSITION)

                ยิ่งผลของการกระทำของบุคคลหนึ่งมีคุณค่ามากเท่าใด  โอกาสที่บุคคลผู้นั้นจะกระทำอย่างเดียวกันอีกก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้น

                ในประเด็นดังกล่าวโฮมันส์ได้เสนอการได้รับการตอบแทน  ในรูปของรางวัล และการลงโทษ  สิ่งตอบแทนที่เรียกว่ารางวัลนั้นถือได้ว่า เป็นการกระทำที่มีคุณค่าที่เห็นได้ชัด (POSITIVE  VALUES)   ซึ่งหมายถึงการได้รับรางวัลมากยิ่งขึ้น  เราก็จะยิ่งถือได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำที่มีคุณค่าอย่างเห็นได้ชัด   (จะเกิดความปรารถนาในการกระทำนั้นยิ่งขึ้น)  ในทางกลับกัน  หากเป็นการลงโทษ  การกระทำนั้นถือได้ว่าเป็นการกระทำที่มีคุณค่าในทางลบ (NEGATIVE VALUES) ซึ่งมีผลทำให้การกระทำนั้นลดน้อยลง  (ซึ่งเขาพบว่าการลงโทษไม่ได้ทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลดน้อยลง  แต่เป็นการไม่แสดงออกในพฤติกรรมที่พึงปรารถนา)  ดังนั้นวิธีการที่ดีในการให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือการ ไม่ให้ผลตอบแทน หรือรางวัล  และในที่สุดแล้วพฤติกรรมดังกล่าวก็จะลดน้อยลงจนหมดไป  (ในที่นี้รางวัล หรือผลที่ได้รับ  อันเป็นคุณค่านั้น ในทัศนะของเขามิได้หมายเพียงแต่ด้านวัตถุเท่านั้น  อาจหมายถึงในรูปของนามธรรมด้วย  คือ  เกียรติยศ  ชื่อเสียง  อำนาจ  ตำแหน่งทางสังคม เป็นต้นและรวมถึงความรู้สึกถึงคุณค่าทางจิตใจ  เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่น  การทำดี  อาจกล่าวได้ว่าเป็นคุณค่าทางคุณธรรม)

     

    ประพจน์เกี่ยวกับการสูญเสียความพึงพอใจ(DEPRIVATION-SATIATION PROPOSITION)

                ในอดีตที่เพิ่งจะผ่านมายิ่งบุคคลหนึ่งได้รับผลตอบแทนอย่างหนึ่งมากเท่าใด  สิ่งตอบแทนหรือรางวัลที่ได้รับหน่วยต่อไปก็จะยิ่งค่อย ๆ มีคุณค่าน้อยลงไปตามลำดับเพียงนั้น

                ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในประพจน์แรกที่เกี่ยวกับประพจน์ของการทำซ้ำนั้นกล่าวคือเงื่อนไขของเวลาเป็นส่วนสำคัญของประพจน์นี้  ประกอบกับรางวัลที่ได้ต่อการกระทำดังกล่าวอยู่ในความสม่ำเสมอ(ในระยะเวลาใกล้ ๆ กัน) กล่าวคือ  ผู้กระทำได้กระทำสิ่งหนึ่งออกไป ได้รับผลตอบแทน(รางวัล)เกิดการกระทำซ้ำต่อไป ในที่สุดย่อมเกิดความพึงพอใจที่ถดถอย(คือลดน้อยลง)  แต่ถ้าสิ่งตอบแทนถูกขยายเวลาในการให้ผลตอบแทนออกไป ย่อมทำให้การสูญเสียความพึงพอใจนั้นน้อยลงด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรากินข้าวที่ร้านหนึ่งแล้วพึงพอใจในรสชาติและการบริการรวมถึงราคาของอาหารที่ถูก เราอาจไปกินร้านนั้นบ่อยหรือทุกวัน  จนวันหนึ่งเราก็จะมีทัศนะคติที่เบื่อต่ออาหารและการกระทำของของร้านนั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการสูญเสียความพึงพอใจจากสาเหตุดังกล่าว แต่มิได้หมายความว่าการกระทำนั้นจะหมดสิ้นไป อาจมีการกลับมากระทำซ้ำได้อีก ในส่วนนี้โฮมันส์ได้มาระลึกถึงความเป็นจริงประการหนึ่งในตอนหลังได้  คือเรื่องของ ค่าทดแทน (COST)กับเรื่องของกำไร (BENEFIT) กล่าวคือค่าทดแทนคือผลที่ผู้กระทำต้องสูญเสียต่อการกระทำใดกระทำหนึ่ง แต่กำไรคือผลตอบแทนที่ได้จากการสูญเสียต่อการกระทำนั้น ซึ่งในความคิดของมนุษย์ย่อมต้องได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าผลที่เสียไปเสมอ (เป็นแนวคิดทาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของ ค่าของการเสียโอกาส กล่าวคือ หากเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมต้องเสียสิ่งหนึ่งไป แต่สิ่งที่ได้มาเป็นสิ่งที่ทดแทนต้องมีคุณค่าหรือกำไรมากกว่าสิ่งที่สูญเสียไป –NO FREE LUNCH” ทำให้โฮมันส์ได้ปรับทฤษฎีของเขาในเรื่องนี้ใหม่ คือ

                ยิ่งบุคคลได้รับประโยชน์หรือผลกำไรมากขึ้น  อันเป็นผลมาจากการกระทำของเขาเพียงใด  เขาก็มักจะมีการะทำมากขึ้นเท่านั้น

                เราก็อาจจะปรับกับเหตุการณ์ได้จาก  การที่แม่ค้าร้านหนึ่งพูดจาสุภาพ บริการดี ลูกค้าก็เข้ามาร้านมาก  ทำให้แม่ค้าได้กำไรจากการค้าขายมาก ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า  ค่าของสิ่งที่ต้องสูญเสีย หรือค่าทดแทนนั้นคือ การที่แม่ค้าจะต้องเสียค่าของความสบายส่วนตัว(cost) (ต้องเก็บอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้ให้ได้ และการที่แม่ค้าจะต้องเหนื่อยมากขึ้นจากลูกค้าที่มากและกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าในเรื่องของการบริการที่ต่างจากร้านอื่น) แต่แม่ค้ารายนั้นก็ได้ผลตอบแทนคือ  ผลกำไรที่ได้จากการค่าและปริมาณของลูกค่าที่มากขึ้นกว่าร้านอื่น(benefit)  ดังนั้นจากการกระทำดังกล่าวของแม่ค้าซึ่งเป็นการกระทำของตนเองจะทำให้เห็นว่าเขาจะพึงรักษาการกระทำนั้นไว้ และมีการกระทำนั้นมากยิ่งขึ้น

    ประพจน์ที่เกี่ยวกับการก้าวร้าว-การยอมรับ(AGGRESSION-APPROVAL PROPOSITION)

                ในข้อเสนอแรกนั้นเมื่อการกระทำของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้รับการตอบแทนที่เขาได้คาดหวังหรือได้รับการลงโทษที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับ  บุคคลนั้นก็จะเกิดความโกรธ  เขาก็จะมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่มีลักษณะก้าวร้าว และผลของพฤติกรรมดังกล่าวก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับบุคคลผู้นั้น

                    เช่นกรณีขององค์กรในการทำงาน แน่นอนย่อมมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเช่น การทำงานของพนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งทำความสะอาดได้ดีมากอยู่แล้วคือสะอาด  สิ่งที่เขาจะได้ควรจะได้รับ(ความคาดหวัง)ก็คือ  คำชมเชย  การขึ้นเงินเดือน  ความเกรงใจของผู้ใช้สถานที่  แต่ผลที่ได้รับจริงคือ  เขาถูกเจ้านายว่า ว่าทำให้ลื่นหกล้ม  ถูกหักเงินเดือน  คนที่เข้าไปใช้สถานที่ทำสกปรก แน่นอน เขาย่อมเกิดอารมณ์โกรธการตัดสินใจของเขาที่กระทำสิ่งต่อไปคือ  การไม่ทำความสะอาดบริเวณนั้นอีก  ไม่สนใจ  ปรากฎว่าเขาได้รับการสนใจจากคนรอบข้างมากขึ้นทั้งเจ้านายและผู้ใช้สถานที่(เกิดความเกรงใจ) ทำให้เขาทำความสะอาดบริเวณนั้นต่อไป

                จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นเป็นกระบวนการทางประพจน์ดังนี้

    q       พนักงานทำความสะอาดทำความสะอาดดีมาก  (การกระทำ)

    q       สิ่งที่คาดหวัง  คือคำชมเชย  การขึ้นเงินเดือน  การเห็นใจจากผู้ใช้สถานที่ (ผลที่คาดว่าจะได้รับในทางบวก)

    q       เขาได้รับการตำหนิ  หักเงินเดือน  ความไม่เห็นใจ (ผลที่ได้รับที่ผิดคาดคือได้รับในทางลบ -ผิดหวัง)

    q       โกรธ (เกิดอารมณ์โกรธ)

    q       ไม่ยอมทำความสะอาดบริเวณนั้นอีก (พฤติกรรมก้าวร้าว)

    q       คนรอบข้างให้ความเห็นใจ (พฤติกรรมก้าวร้าวกลายเป็นคุณค่าในตัวเอง - เกิดการยอมรับในการกระทำตามพฤติกรรม)

    ในข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่ว่าด้วยอารมณ์ในทางลบมากกว่า (NEGATIVE EMOTIONS)

                ข้อเสนอ ข. เมื่อการกระทำของบุคคลหนึ่งได้รับผลตอบแทนตามความคาดหวังของเขา โดยเฉพาะการตอบแทนที่มากกว่าที่เขาคาดว่าจะได้รับ  หรือไม่ได้รับการลงโทษที่คาดว่าจะได้รับ  เขาจะรู้สึกพอใจ  เขาก็จะมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น  และผลของพฤติกรรมดังกล่าวก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่เขามากขึ้น

                เช่นกัน ประพจน์นี้เราก็อาจพบได้ในองค์กรต่าง ๆ ดังตัวอย่างเช่น  การประจบ-กล่าวคือ  นาย ก. ประจบเจ้านายซึ่งนาย ก.ไม่ค่อยทำงานเท่าใดนัก  แต่นาย ก.ก็ได้รับการชมเชยจากเจ้านายอันเนื่องมาจากการประจบของนาย ก. ดังนั้นการประจบของนาย ก.คือ สิ่งที่มีคุณค่าแก่เขามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

                จากประพจน์ต่าง ๆ ที่โฮมันส์ได้เสนอทัศนะมานั้นเราอาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นนักสังคมวิทยาพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งอยู่บนหลักเหตุและผลของปัจเจกบุคคล  แต่อย่างไรก็ตามเขาเองก็ต้องยอมรับในทางประวัติศาสตร์ของส่วนรวมในการมีผลต่อพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลอยู่ดีไม่เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากนัก  (เขายึดหลัก face to face)

                ถึงอย่างไรก็ตามทฤษฎีของโฮมันก็ได้รับการวิพากษ์อย่างมากจากนักทฤษฎี โดยเฉพาะพาร์สัน (โครงสร้างหน้าที่) เขาได้ให้ทัศนะว่า  ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนดังกล่าว มองมนุษย์เหมือนสัตว์ทดลอง (และไม่ต่างอะไรกับสัตว์)ทั้ง ๆ ที่เขาเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่เหนือสัตว์อยู่มากในการสร้างระบบทางสังคมได้  และอีกประการหนึ่งเขากล่าวว่าแนวทฤษฎีนี้ไม่สามารถให้การอธิบายในเชิงโครงสร้างทางสังคมได้รวมไม่สามารถอธิบายการเป็นสังคมอันซับซ้อนได้  และจุดนี้เองที่ทำให้เกิดนักทฤษฎีที่จะให้เหตุผลในเชิงโครงสร้างทางการแลกเปลี่ยนขึ้นเขา ผู้นั้นก็คือ Peter M Blau

                เบลาได้ชื่อว่าเป็นผู้ประสานแนวความคิดทางโครงสร้างกับทฤษฎีการแลกเปลี่ยน เข้าด้วยกัน ในเบื้องต้นเขายอมรับทฤษฎีการแลกเปลี่ยนในฐานะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล แต่เขาก็ได้ให้ทัศนะในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับการนำไปสู่การเป็นโครงสร้างทางสังคม  กล่าวคือ  การที่จะเข้าใจโครงสร้างของสังคมนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจในปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคลก่อน  และการทำความเข้าใจโครงสร้างนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปศึกษาที่ตัวระบบ  เขากลับในความสนใจในเรื่องของกระบวนการแลกเปลี่ยนมากกว่า เขามองว่า  การแลกเปลี่ยนของปัจเจกนำไปสู่ความแตกต่างทางทรัพยากรทำให้เกิดความแตกต่างทางอำนาจและสถานะภาพ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมและการจัดตั้งองค์กร ซึ่งเป็นการนำไปสู่ความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลง

                ในทัศนะของเบลาคำที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในทฤษฎีของเขาทำให้ทฤษฎีของเขาอธิบายในระดับโครงสร้างได้ก็คือ  อำนาจ  เขาให้ความสนใจในเรื่องนี้มากอยู่  อำนาจในทัศนะเขานั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับลดทอนผลประโยชน์และการทำโทษ (ของผู้มีทรัพยากร) อีกประการหนึ่ง แบบของความสัมพันธ์โดยการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่มีความแตกต่างกัน  อาจแบ่งได้เป็น 4 ประการ  กล่าวคือ   โดยการบีบบังคับให้คนอื่นให้ช่วยเหลือตน  หรือ หาสิ่งที่ต้องการจากแหล่งอื่น  หรือ  พยายามที่จะหาสิ่งทดแทน  และประการสุดท้าย คือการตกไปอยู่ใต้อำนาจของบุคคลที่มีสิ่งที่เราต้องการ (ทำให้เกิดการควบคุมในเชิงการแลกเปลี่ยน  การควบคุมนั้น อาจเป็นการไม่ให้สิ่งนั้นหรือการทำโทษเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ต่อไป)

                อีกคำหนึ่งที่ทำให้ทฤษฎีของเขาถูกยกขึ้นในระดับโครงสร้างก็คือ บรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเขากล่าวว่าสิ่งที่เราเรียกว่าบรรทัดฐานนั้น ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม วัฒนธรรมหรือกฎหมายของสังคมหนึ่งที่จะยอมรับการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานทางสังคมนั้น  นำไปสูการแลกเปลี่ยนของปัจเจกบุคคลต่อกลุ่มสังคม ที่จะยอมรับทางกลุ่ม และเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันทางสังคมและเกิดการยอมรับในวัฒนธรรมนั้น ๆ นั่นเอง(โดยการแลกเปลี่ยนนั้น ๆ อยู่บนพื้นฐานของบรรทัดฐานทางสังคมนั้น ๆ)

                อีกประเด็นหนึ่งของเบลาก็คือ  เรื่องของค่านิยม (ซึ่งเขาแบ่งออกเป็น 4 ประเภท) คือหน้าที่ที่มีต่อการแลกเปลี่ยนทางปัจเจกบุคคล กับบุคคลหรือสังคม โดยที่ ค่านิยมที่มีลักษณะเฉพาะนั้น มีหน้าที่ในการเป็นสื่อที่ก่อให้เกิดบูรณาการ ความเป็นบึกแผ่น เช่นค่านิยมความเป็นชาติ  ส่วนค่านิยมที่มีลักษณะสากล  มีหน้าที่เป็นมาตรฐานต่าง ๆ ที่ให้การประเมินคุณค่าของของต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยน  เช่น  ค่านิยมในเรื่องระบบการเงิน การธนาคาร  ซึ่งทั้งนี้ จากการประเมินคุณค่านั้นอาจทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางอ้อมด้วย กล่าวคือในการประเมินดังกล่าวอาจจัดให้บุคคลต่างกันทางชนชั้น  (เช่นประเมินจากการศึกษา  ฐานะ )อันนำไปสู่การตอบแทนที่พิจารณาจากชนชั้นดังกล่าว (คนเรียนสูง ย่อมได้เงินเดือนมากกว่าคนเรียนต่ำ) เป็นบรรทัดฐานทางสังคมสากลที่ยอมรับได้

                ส่วนค่านิยมประเภทที่สามนั้น คือค่านิยมที่เรียกว่า ค่านิยมในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้มีอำนาจ(ซึ่งต้องมาอย่างถูกต้อง)  มีหน้าที่ในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองดูแลสังคมของผู้มีอำนาจ  ซึ่งจะเกี่ยวพันกับค่านิยมตัวที่ 4 คือ  ค่านิยมในการคัดค้านหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมีหน้าที่ในการขยายความคิดในการเปลี่ยนแปลงให้ออกไปในสังคม เช่น ความขัดแย้งทางความคิดของผู้นำ  ซึ่งผู้นำก็พยายามในการสร้างค่านิยมในการชอบธรรม(ในการปกครอง)ในประเทศจีน  ก็จะมีประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างค่านิยมคัดค้านดังกล่าวเพื่อให้เกิการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้น

                ทั้งนี้เราอาจสรุปได้ว่าเบลาได้สร้างกลไกในการแลกเปลี่ยนดังกล่าวในทฤษฎีของเขาพอสรุปได้ดังนี้

    q       การกำหนดราคา  ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางสังคม  กับ กับการแลกเปลี่ยนเชิงเศรษฐกิจ

    q       ในเชิงการแลกเปลี่ยนทางสังคมนั้น มีองค์ประกอบที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ การสร้างความประทับใจ(ทำให้ได้ราคามากขึ้นต่อสินค้านั้น)  รักษาระยะห่างทางบทบาท (ระยะห่างก็เป็นตัวกำหนดราคาด้วย ยิ่งสนิทราคาก็จะถูกลง) และประการสุดท้ายคือบรรทัดฐานที่เกี่ยวกับการตอบแทนซึ่งกันและกัน คุณค่า ราคา ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในส่วนบรรทัดฐาน

    q       ผลที่ได้รับจากการเกิดการแลกเปลี่ยนทางสังคม   ทำให้สังคมเกิดการบูรณาการ เกิดความไว้วางใจ  นำไปสู่การเกิดโครงสร้างใหม่  นำไปสู่การปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมและนำไปสู่ค่านิยมร่วมกัน

     

    เราอาจนำ แนวคิดของเขามาเป็นประพจน์ได้ดังนี้

    v   ยิ่งบุคคลคาดหวังว่าจะได้กำไรจากการกระทำในกิจกรรม ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เขาจะทำกิจกรรมนั้น

    v   ยิ่งมีแลกเปลี่ยนผลตอบแทนมาก ก็จะยิ่งมีความผูกพันระหว่างกันมากและจะมีผลต่อกิจกรรมที่เปลี่ยนไป

    v   ยิ่งมีการฝ่าฝืนบรรทัดฐานแห่งการตอบแทนผู้เสียประโยชน์ก็จะยิ่งแสดงสิทธานุมัติ

    v   บุคคลยิ่งได้รับรางวัลที่คาดหวังจากการกระทำบ่อยขึ้น จะยิ่งลดคุณค่าของกิจกรรมนั้นลง

    v   ยิ่งมีความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนมั่นคงขึ้น  จะยิ่งมีการใช้กฎแห่งความยุติธรรมในการแจกจ่ายมากขึ้น

    v   ยิ่งมีการปฏิบัติตามกฎแห่งความยุติธรรมในการแจกจ่ายน้อย  ฝ่ายที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจะยิ่งให้สิทธานุมัติทางลบกับอีกฝ่าย

    v   ยิ่งมี ความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนในหน่วยของสังคมมาก  จะยิ่งมีความไม่สมดุลและไม่มั่นคงในหน่วยอื่น ๆ ของสังคมเดียวกัน  (ยกตัวอย่างระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมต่อภาคเกษตรกรรม)

    จากประพจน์ข้างต้นก็นำกลับไปสู่แนวคิดของเบลาที่ว่าด้วยเรื่องขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงสังคมดังที่ได้ใหคำอธบายไว้แล้ว  จากทั้งหมดนี้คือส่วนที่มีสาระสำคัญขอทฤษฎีการแลกเปลี่ยนซึ่งหากว่าไปตาความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าเบลาจะได้แก้ไขจุดอ่อนของทฤษฎีที่มีมาจากโฮมันส์แล้วก็ตาม  นักทฤษฎีในส่วนของโครงสร้างหน้าที่ก็ยังไม่ให้การยอมรับในส่วนของการในคำนิยามทางสังคม หรือในการเป็นโครงสร้างทางสังคมทางทฤษฎีดังกล่าวอันเนื่องเพราะยังให้ความกระจ่างในทางโครงสร้างทางสังคมใหญ่ ๆ ไม่ชัดเจนเพียงพอนั่นเอง

    สรุปทฤษฎีแลกเปลี่ยน (exchange theory) ตอนที่ 1

    แนวคิดพื้นฐานทางทฤษฎี

    ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนประกอบขึ้นด้วยจากการนำเอาหลักการต่าง ๆ ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมาผสมผสานกับแนวคิดอื่น ๆ (การบูรณาการ)อันได้แก่ความคิดทางเศรษฐศาสตร์  และแนวคิดในเรื่องของนักมานุษย์วิทยาสายการหน้าที่ ที่ว่าด้วยเรื่องของพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนของกันในหมู่คนในชุมชนเผ่า (ในทางหน้าที่ของของขวัญกับพฤติกรรมการแลกเปลี่ยน) ในการศึกษาดังกล่าวต้องทำความเข้าใจต่อการศึกษาด้านพฤติกรรมของมนุษย์เป็นด้านหลัก  ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของแนวคิดดังกล่าวมีอยู่สูงมาก  โดยเฉพาะบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อทฤษฎีนี้ก็คือ  สกินเนอร์  ซึ่งเขาเองได้ในข้อเสนอไว้ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 

    q       การปฏิเสธแนวความคิดที่ว่าด้วยเรื่องข้อเท็จจริงทางสังคม(social fact)  และคำนิยามของสังคมของนักทฤษฎีโครงสร้างและการหน้าที่และความขัดแย้ง  เพราะเขาให้ข้อเสนอที่ว่าการคิดดังกล่าวเป็นการคิดที่ตั้งอยู่พื้นฐานอันมองสังคมเป็นสิ่งลี้ลับ ไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  เขามองว่าการให้คำอธิบายดังกล่าวควรชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ต้องอาศัยการสร้างกรอบความคิดหรือทฤษฎีใหม่ขึ้นมา และเขายังมองว่าการกระทำของนักทฤษฎีทางสังคมวิทยาสายการนิยามทางสังคม เช่น ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่   ทฤษฎีความขัดแย้ง   นั้นเป็นพวกที่มองสังคมเป็นสังคมสถิตย์   ไม่มองสังคมเป็นพลวัตร   คือมีการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจาก       ปฏิสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล  และมองตัวปัจเจกบุคคลแบบไร้ความหมายคือไม่มีสำนึกในการกระทำที่มีต่อสังคม หรือต่อปัจเจกบุคคลด้วยกัน  อันเนื่องมาจากตัวกระตุ้นภายนอกก็คือสังคมนั่นเอง  ในทัศนะของเขาถือว่าเป็นการที่มองผิดอย่างมหันต์

    q       เขาเห็นว่าการจะมองสังคมหรือรู้ถึงการเป็นสังคม ให้เราให้การตรวจสอบและควบคุม พฤติกรรมต่าง ๆ ของสภาวการณ์ในช่วงต่าง ๆ ของบุคคล ที่มีต่อพฤติกรรมหนึ่ง ๆ กล่าวคือ  จะดูคนให้ดูพฤติกรรมของเขาที่มีต่อสังคมในช่วงนั้น ๆ เช่น ภาวะสงครามมีผลต่อพฤติกรรมของคนในช่วงนั้นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งกระบวนการศึกษาที่สำคัญของเขาก็คือการศึกษาพฤติกรรมในเรื่องของการเรียนรู้  กล่าวคือพฤติกรรมหนึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้(รับรู้)จากพฤติกรรมหนึ่ง ๆ มาเช่น เด็กทารกร้องไห้  แม่ก็จะรู้ว่าเด็กร้องเพราะหิวนม  หรือปัสสาวะราด อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการเรียนรู้ก่อนหน้า เป็นต้น

    q       พฤติกรรมของมนุษย์อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ พฤติกรรมที่ไม่โจ่งแจ้งกับพฤติกรรมที่โจ่งแจ้ง

    q       แนวคิดการให้ การสนับสนุน (reinforcement)  โดยจำแนกได้ 2 ประเภทคือการให้รางวัล (reward) ซึ่งจะทำให้เกิดพฤติกรรมหรือการกระทำนั้น ๆ ขึ้นอีกในอนาคตกับการทำโทษ (punishment) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการละพฤติกรรมนั้นหรือไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีก ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้ยังอาจกล่าวได้ว่า มีผลทั้งทางบวกและทางลบต่อการสนับสนุนในการให้เกิดพฤติกรรม หรือการกระทำได้ กล่าวคือ  ผลของการให้รางวัลในทางบวก เช่น  เมื่อทำดี ผลที่จะได้รับคือคำชมเชย(เป็นรางวัลซึ่งให้เกิดผลในทางบวก) ทำให้ทำความดีต่อไป  ส่วนแบบของการให้รางวัลในทางลบก็คือการที่ละสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่มากขึ้น เช่น การนอนไม่ดึก(ไม่ดูหนังภาคดึก-เป็นรางวัลในทางลบ) ทำให้เราเรียนหนังสือได้รู้เรื่องมากขึ้นส่วนการทำโทษเช่นกัน  ในทางลบคือการทำโทษโดยตรง  เช่นการลงโทษต่าง ๆ ทางกฎหมาย  (ซึ่งอาจให้ผลกลายเป็นรางวัลได้ด้วยเช่นกัน)ซึ่งจะทำให้เกิดการหยุดการกระทำนั้น ๆ เลยทันที และการลงโทษที่ให้ผลในทางลบก็คือ การขู่หรือไม่ให้รางวัล หรือสิ่งตอบแทนที่เคยได้รับ  เช่น  การขู่เด็กว่าถ้าไม่หยุดร้องไห้จะไม่ให้กินขนม ทำให้เด็กหยุดร้องให้เป็นต้น   (การที่เด็กหยุดร้องไห้ถือเป็นค่าของการตอบโต้)

    q       เงื่อนไขเป็นตัวสำคัญในการให้การสนับสนุน หรือความหมายของการสนับสนุน กล่าวคือ  อาหารเป็นการสนับสนุนได้ในรูปแบบของรางวัล และการลงโทษ(ทางลบ โดยขู่ว่าไม่ให้) แต่ในขณะนั้นเกิดเงื่อนไขคือความหิว หรืออดอยาก ทำให้อาหารสำคัญมากที่สุด  แต่ถ้าขณะนั้นเงื่อนไขคือความหิวไม่มี อาจทำให้อาหารลดความสำคัญลงก็ได้

    q       การสนับสนุน(การเกิดปฏิสัมพันธ์) นำไปสู่การสร้างลักษณะทั่ว ๆ ไป และนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมได้  (ลักษณะทั่ว ๆ ไปที่กล่าวถึงคือเกิดจากตัวกระตุ้นต่าง ๆ ที่มีต่อการสนับสนุน จนทำให้เกิดลักษณะทั่ว ๆ ไป) เช่น เด็กชอบกินของหวาน ผู้ใหญ่อาศัยความรู้ตรงนี้ นำของหวานเป็นรางวัล ให้กับเด็กที่ทำตัวน่ารัก ผู้ใหญ่ใช้การให้รางวัลโดยของหวานเป็นตัวกระตุ้นการทำตัวน่ารักของเด็ก  และพฤติกรรมการทำตัวน่ารักของเด็กก็กลายเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะทั่ว ๆ ไป กล่าวคือผู้ใหญ่จะเป็นคนกำหนดลักษณะอันพึงประสงค์ในได้ (อยู่ในการควบคุม)โดยตัวสนับสนุน

    นอกจากนี้แล้วในแนวทฤษฎีการแลกเปลี่ยนก็ยังมีข้อสมมติทางเศรษฐศาสตร์อยู่ด้วย กล่าวคือ  มนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล และย่อมใช้เหตุผลในการหาผลประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง และสิ่งที่มนุษย์ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว ความสำคัญของสิ่งนั้นย่อมน้อยลง นำไปสูเรื่องที่ว่าราคาของสิ่ง ๆ ใด เกิดขึ้นจากความต้องการและปริมาณ รวมถึงรสนิยมของมนุษย์เอง ราคาจะยิ่งสูงถ้าหายากและความต้องการมีมาก รวมถึงกระบวนการผลิตอันผูกขาดทำให้ราคาสินค้าสูง

    ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นแนวคิดหลัก ๆ ของทฤษฎีการแลกเปลี่ยน อาจกล่าวได้ว่าเป็นความพยายามของนักทฤษฎีที่จะบูรณาการความคิดต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นทฤษฎีที่เป็นแนวทางใหม่ให้กับนักสังคมวิทยา  และบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการผสมผสานแนวคิดต่าง ๆ ได้อย่างดีและเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนก็คือ  จอร์จ  โฮมันส์

    โฮมันส์ให้ความสำคัญต่อการศึกษาพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลอย่างมากในทางสังคมวิทยา  หากเราได้ทำการศึกษาก็คงต้องยอมรับว่า เขายอมรับจิตวิทยาในการศึกษาสังคมวิทยาอยู่สูง เขายังเชื่อว่าสังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทางสังคม และกระบวนการในการศึกษาวิทยาศาสตร์ทางสังคมก็จะต้องใจกระบวนการทางวิทยาศ่าตร์อีกแขนงหนึ่งนั่นก็คือจิตวิทยา ในการศึกษางานของเขาสิ่งที่สำคัญคือ  concept ในงานของเขา  เราอาจกล่าวได้ว่าเป็น แนวคิดที่เชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเอาไว้ในการศึกษาของเขา  เช่น แนวคิดว่าด้วยเรื่องของการกระทำ  รางวัล   คุณค่า  ต้นทุน  แรงกระตุ้น  การับรู้  การคาดหวัง  และการลงโทษ ซึ่งในที่นี้เขาได้นำ concept ต่าง ๆ เชื่อมโยงกลายเป็นประพจน์ดังนี้