Sophon's profilesophon_tongPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
October 13 สุขใจในกะลาในความฝัน....เจอแต่ความปวดร้าวในความฝัน....เจอแต่ความปวดร้าว
ในความฝัน......ฉันมีเธออยู่ตรงนั้น
แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน ซึ่งดูเหมือนเราจะมีรักให้แก่กัน ความเป็นจริงนั้นต่างจากความฝันตรงนี้ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะจริงไหม ในวันใด ที่ใจของเราจะมาตรงกันได้บ้างนะคนดี ความฝัน....ความจริง ต่างกันเช่นนี้ ความรักคงยากจะมีได้จริง จริง --------------------------------------
ฝันหรือความจริง..................
เธอมีสิ่งหนึ่งที่ดูสับสน รักหรือเกลียดดูเปปน แต่สิ่งหนึ่งที่ล้นออกมาคือน้ำตา ฉันพยายามคิดว่านี่คือความฝัน แต่ความจริงนั้นยังคงโหยหา ลืมตาขึ้นก็ยังคงปรากฏครบน้ำตา จริงหรือฝันเหมือนว่าไม่ต่างกันเลย ----------------------------------------
วัฏฏะจักรแห่งรัก
มองตา..........เห็นใครอีกคนในดวงตา เอื้อมือ..........ไกวคว้าแต่ยากถึง ติดตาม.........เธอไปด้วยใจคะนึง เสียใจ...........ฉันจึงร้องไห้ออกมา มองตา..........เธออีกครั้ง เอ่ยคำ............เพื่อรั้งเธอด้วยห่วงหา ร้องไห้...........น้ำตาเอ่อล้นออกมา ตัดใจ...............เอ่ยคำว่า “ลา” จากกัน อย่าเลยอย่ามาเห็นน้ำตาที่ฉันไหลริน มันแต่ก็แค่อินกับบทละครแห่งความรักใคร่ ที่เห็นฉันดูบอบและช้ำอย่าถามว่าเพราะใคร เพราะในใจฉันไม่มีใครเลยจริง จริง มองหน้า เอื้อมมือ ติดตาม เสียใจ เอ่ยคำอำลา ทุกอย่างดูหยุดนิ่ง ไม่ร้องไห้ ใช่ต้องไม่ร้องไห้ เพื่อตัดใจให้ได้จริง และจงบอกให้เธอรู้ว่าเธอจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันอาลัย ---------------------------------------------------------
เพียงฝัน...เพียงดวงดาวในใจ/กลบทงูกระหวัดหางเอื้อมเก็บดาวพราวพร่างกลางห้วงหาว
หทัยรื่นชื่นสกาวราวฟ้าใส สมรมิตรชิดแนบแอบฤทัย ที่กลางใจเช่นดาวพราวนภา เพียงในฝันมีเธอก็สุขสม สู่ความรักที่ภิรมย์อย่างหรรษา สร้างสิ่งสุขได้เกิดแก่กมลา รู้แล้วว่าเพียงฝันก็ยังดี ดวงดาวแย้มนภาอย่างโชติช่วง ช่างไม่ห่วงตัวเองจะหมองศรี สวยสะอางหรืออย่างไรไม่ไยดี ด้วยมิมีสิ่งใดลบละลาย เลือนเอาแสงที่สว่างอยู่กลางหาว หันเหดาวให้หมดลดความหมาย มากดาวหมื่นดวงก็ไม่มลาย ลบความหมายแห่งคุณค่าของดวงดาว ด้วยตัวฉันก็รู้ซึ้งซึ่งความหมาย มิมีคลายความรักอย่างปวดร้าว รู้จักรักรู้จักค่าความสกาว ก่อนดวงดาวจะดับลับขอบฟ้า ผันก็ดี จริงก็ช่าง ยังมีฝัน ฝากถึงจันทร์ให้ผ่อนแรงแสงระย้า ยอมให้ฤกษ์แห่งดาวส่องลงมา มองเห็นข้าที่เอื้อมคว้าอยู่ตรงนี้ นี่ก็เพราะความรักจึงมีฝัน ฟ้า ดาว จันทร์ ฉันจะมีอยู่ทุกที่ ทั้ง ๆ รู้ ถึงเป็นฝันก็ยังดี ด้วยยังมี เพียงฝัน ..... เพียงดาวในดวงใจ January 04 และทุกอย่างก็โอเครู้สึกไม่สบายใจ ได้เอ่ยปากพูดออกไปบ้าง และทุกอย่างก็โอเค
โกรธใคร ๆ รอบ ๆ ข้าง ลองนึกรักเขาดูบ้าง และทุกอย่างก็โอเค
เบื่องานที่ต้องทำอยู่ มองคนที่ไม่มีงานทำดูบ้าง และทุกอย่างโอเค
อยากเปลี่ยนแฟนใหม่จัง ลองนึกถึงความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมา และทุกอย่างก็โอเค
December 28 บางอย่างบางอย่างที่ดูเหมือนจะดี แต่บางครั้งพอได้มา ประสบเจอจริง ๆ ก็ถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้ดี
บางอย่างที่ดูเหมือนจะคุ้มค่า แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็รู้สึกเสียได้ที่ต้องเสียเวลากับมันทุกที
บางอย่างที่ดูน่าสนใจ แต่พอเห็นทุก ๆ วันมันก็น่าเบื่อ
บางอย่างที่ดูประหลาด แต่มอง ๆ ก็ช่างธรรมดา
บางอย่างที่เฝ้าคิดถึง พอเจอกันแล้ว ความรู้สึกก็หายไป
บางอย่างที่คิดว่าใช่ เอาเข้าจริง ๆ ก้อไม่ใช่
บางอย่างที่ฟังแล้วไพเราะ พอฟังทุก ๆ วันเข้า มันก็ช่างจืดชืด
บางอย่างที่ฉันคิดว่า ฉันรักที่สุดในชีวิต พอวันหนึ่งที่ฉันคิดว่า นี่และคือบางอย่างที่ฉันรักที่สุดในชีวิต และบางอย่างก่อนหน้านั้นมันก็ถูกลืมไป
แล้งบางอย่าง ก็จะถูกแทนที่ด้วยบางอย่างเสมอ
ฉันก็เป็นแค่บางอย่างเท่านั้นเอง September 07 เพลงที่ฉันชอบ(ตอนที่ 1)
เพลง เปลี่ยน
ศิลปิน : อีทีซี
ฉันเปลี่ยนตัวเองเท่าไรเธอก็เหมือนเดิม
เพลง ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา
บอกลากันเถอะนะ ก่อนที่มันจะเกินต้านทาน เมื่อเธอช่างอ่อนหวาน กับอารมณ์ที่อ่อนไหว อยากให้คิดซักนิด ว่าจะมีใครมาเข้าใจ ใครเขาจะให้อภัย ถ้าเกินเลยไปกว่านี้ ถ้าเรายังเผลอ ปล่อยใจเคลิ้มไปอีกที ก้อไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
**ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา อาจจะทำให้เราต้องเสียใจ คนของฉันต้องร้องไห้ คนของเธอต้องปวดร้าว ฉันกลัว แค่วูบเดียวในคืนเหงา จะทำให้ใจต้องเหน็บหนาว และทุกข์ทนไปอีกนาน
สิ่งที่เราจะทำ อาจไม่ใช่ที่เราต้องการ ความเหงาไม่ยาวนาน อย่าทำให้ยากกว่านี้ ถ้าเรายังเผลอปล่อยใจเคลิ้มไปอีกที ก้อไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
(**)
(**)
รักไม่ใช่ประเด็น
ขอบคุณที่ให้ฉันดูแล เป็นเพื่อนในบางครั้ง ขอบคุณที่ระบายให้ฟัง ทุกเรื่องที่เหนื่อยใจ แม้จะเป็นคนสุดท้ายที่เธอจำได้ ก้อยังดีกว่าเป็นคนแรกที่เธอลืม
* ไม่รู้ว่าตลอดกาลมันนานซักแค่ไหน แต่ฉันก้อตั้งใจจะทำเพื่อเธอไปแค่นั้น รักฉันบ้างหรือเปล่าไม่ใช่ประเด็นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่ขอให้เพื่อนคนนี้ของฉัน มีความสุขกับชีวิตก้อพอ
ไม่เคยคิดว่าฉันดีพอ จะครอบครองเธอเอาไว้ แต่บอกเลยว่าฉันเต็มใจ ให้เธอเป็นเจ้าของ
*
คนที่ดีก็ไม่รัก คนที่รักก็ไม่ดี
คนที่ดีก็ไม่รัก คนที่รักก็ไม่เคยดี เลยต้องช้ำอยู่ทุกที ทั้งทีรู้ไม่ดียังรัก
* ตัวเราเองรักแกตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาเรานี่แหละทำ
** ตัดสินใจเอง มีเขาเอง ก็ต้องโทษตัวเราเองที่เชื่อมันใจตัวเองมากไป …จะไปโทษใคร ก็ใจพลาดเอง ไม่เห็นค่าคนดี ๆ มัวงมงาย กลับใครไม่รู้ ว่าจริงใจ เกลียดตัวเอง ที่ไม่สั่งเตือนใจ จะไปรักใครให้ช้ำเอง
คนที่ดีก็ไม่รัก รักอีกคนก็ไม่เคยดี เพราะว่าใจไม่รักดี ชอบไปหาเรื่องเจ็บใส่ตัว (*,**,**) แค่คนอีกคน (ปราโมทย์ วิเลปะนะ)
คงหวังสูงเกินไป จะให้เธอให้ความสำคัญ ชีวิตฉันเป็นเพียงฝุ่นดิน เพียงสักครั้งสักคราว แค่เธอมาทักทายให้ได้ยินมองแล้วยิ้มให้กัน ก็ดีแล้ว
บอกกับตัวเองให้ฝันแค่พอประมาณ แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้
แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
คนรอบ ๆ ตัวเธอ แต่ละคนเขาช่างดูดี มีพร้อมแล้วที่เธอต้องการ มองแล้วฉันเข้าใจ ได้แค่คอยเฝ้าดูและรับฟัง ไว้ไหนที่เธอเจอคนที่รัก
บอกกับตัวเองให้ฝันนแค่พอประมาณ แค่ให้พอชื่นใจ บอกเอาไว้ว่าควรพอแค่นี้
แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
แค่เป็นอีกคน คนอีกคน คนหนึ่งคน คนที่รักเธอไกล ๆ คนที่ไร้ตัวตนในสายตา แค่คนอีกคน เป็นอีกคน คนที่มองอยู่ทางนี้ หวังดีต่อเธอเรื่อยมา ไม่แคร์ว่าเธอไม่เคยเห็นค่าความสำคัญ
May 15 อัตลักษณ์อัตตลักษณ์ อะไร ทำไม ที่ไหน อย่างไร สิ่งที่ถูกเรียกว่าอัตตลักษณ์นั้นเป็นเพียงคำที่ต้องการสื่อถึงคำพูดบางประการ เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของบุคคล ซึ่งความเป็นตัวตนนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่แสดงการกระทำออกมาโดยแนวคิดหลักของอัตลักษณ์ก็คือ แนวคิดหลังสมัยใหม่ ซึ่งส่งผลทำให้อัตลักษณ์ของบุคคลมีลักษณะเลื่อไหลได้ตามกระแสวัฒนธรรมทั่วไปหรือกระแสวัฒนธรรมนิยม ที่เป็นบริบทหลักของสังคมที่บุคคลอยู่ ดังนั้นคำว่าอัตลักษณ์จึงอาจหมายรวมถึง “เอกลักษณ์” ในรูปความหมายดังเดิมที่เป็นมา เช่น เอกลักษณ์ของชาติ เอกลักษณ์ของนักเรียน เอกลักษณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นต้น โดยทั้งนี้คำว่า อัตลักษณ์นั้น หรือ identity จึงเป็นคำที่อยู่ในคาบเกี่ยวของสหวิชาการต่าง ๆ มากมาย ผู้เขียนจึงให้คำนิยามว่า อัตลักษณ์นั้นจึงเป็นอะไรที่ต้องขึ้นอยู่ว่าสถานที่พูดนั้นอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้พูด และพูดถึงใคร และพูดเพื่ออะไร ในการพูดครั้งนั้นพูดอย่างไรนั่นเอง โดยนัยยะที่ผู้เขียนได้สื่อมานั้น ทำให้เห็นว่าความหลากหลายจึงเกิดขึ้นกับคำนิยามของอัตลักษณ์ ว่าเป็น ปรัชญา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ จิตวิทยา เป็นต้น โดยที่สิ่งที่สำคัญสำหรับงานเขียนในชิ้นนี้จะเน้นที่ อัตลักษณ์ในมุมมองของนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งมีคำที่เป็นคาบเกี่ยวกับความหมายโดยนัยของอัตลักษณ์ เช่น ตัวแทน (agency) องค์ตัวแทน (representative) องค์ประธาน(subject , subjectives) ปัจเจกชน (individual) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคำต่าง ๆ เหล่านี้พยายามที่จะสื่อสภาพของตัวตนของบุคคลขึ้นมา โดยอาศัยความเป็นเหมือนกันก็คือ ความเป็นปัจเจก และการแสดงออกที่มีนัยสำคัญ โดยอาจกล่าวได้ว่าเมื่อดูจากภาพรวมแล้ว ศาสตร์แรก ๆ ที่ให้การสนใจในการศึกษาเรื่องของการแสดงออก พฤติกรรมของมนุษย์ก็น่าจะเป็นจิตวิทยา โดยผู้ที่ให้ความใจในการศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังก็คือ ลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของ ซิกมันด์ ฟรอย นักจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ Erik H. Erikson ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์เช่นเดียวกับอาจารย์เขาแต่สิ่งที่เขาเห็นแย้งกับฟรอย ก็คือเรื่องของพัฒนาการทางจิต หรือกระบวนการสร้างบุคลิกภาพหรืออัตลักษณ์นั้นเป็นเรื่องที่เกิดได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะในวัยเด็ก แบบที่ฟรอยอธิบายกระบวนการเกิดอัตลักษณ์นั้น และอีกประการหนึ่งที่ทำให้แนวคิดของคนทั้งสองไม่สู้จะลงรอยกันอย่างมากในเรื่องของอัตลักษณ์ก็คือ เรื่องของความเชื่อในคุณค่าของระดับจิต โดยที่ ฟรอยนั้นให้คุณค่ากับจิตใต้สำนึกมากกว่าส่วนอื่น ๆ แต่ในทัศนะของอิริคสัน เขากับมองว่าส่วนที่สำคัญคือ ego หรือสิ่งที่เราเรียกว่าจิตสำนึกนั่นเอง ซึ่งอาจตีความให้เข้ากับสังคมวิทยาได้ว่า กระบวนการขัดเกลาทางสังคม ในกระบวนการเหล่านี้อิริคสันอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมมนุษย์โดยอาศัย กฎวิกฤติทางจิตสำนึก ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ 8 ขั้นตอน เมื่อเราหันมามองในทางสังคมวิทยาเราก็จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางจิตที่นักจิตวิทยาจิตวิเคราะห์ได้ให้คำอธิบายนั้น ไม่เพียงพอกับการอธิบายการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมอย่างที่นักสังคมวิทยาต้องการได้ ดังนั้นนักสังคมวิทยาในยุคต้น ๆ จึงปฏิเสธความเป็นศาสตร์ของจิตวิทยาอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเดอร์ไคม์ ถึงแม้ว่าอิทธิพลของนักสังคมวิทยารุ่นแรก ๆ ในยุคแสงสว่างทางปัญญา (enlightenment) นั้นจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวความคิดปัจเจกชนนิยมที่ได้รับจากสายปรัชญาอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการหาคำอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้นักสังคมวิทยารุ่นแรก ๆ ให้ความสนใจน้อยมากกับเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ก็ยอมรับในความเป็นปัจเจกบุคคล แต่ปัจเจกบุคคลเหล่านั้นถูกหล่อหลอมอย่างมีเงื่อนไข เช่น ในส่วนของกองต์มองว่า มนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคลอยู่แต่สิ่งทีมนุษย์เป็นเกิดจากกระบวนการต่าง ๆ ทางสังคมทำให้มนุษย์เป็นอย่างที่สังคมอยากให้เป็นและเพื่อรักษาดุลย์แห่งสังคมเอาไว้ ส่วนในทัศนะของมาร์กซ์เองแล้ว การเป็นบุคคลนั้นเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตซึ่งเป็นโครงสร้างรากฐานของสังคม ซึ่งกระบวนการผลิตนี้เองทำให้มนุษย์แยกตัวตนของตนเองออกมาจากความส่วนอื่นของการผลิต สินค้ากับแรงงานไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกัน ความรู้สึกขัดแย้งในตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ในแง่ของมาร์กซ์ ส่วนเวเบอร์เอง การสร้างตัวตนนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลเท่านั้น ดังนั้นสังคมวิทยาในมุมมองของเวเบอร์ก็ความเป็นศาสตร์ที่ศึกษาจากมุมมองของการสังเกตพฤติกรรมยอมรับความเป็นจิตวิทยาอย่างเต็มที่ผิดกับรุ่นแรก ๆ อย่างกองต์ และเดอร์ไคม์ ดังนั้นจุดเปลี่ยนของแนวคิดในการสร้างตัวตนของบุคคลในทัศนะแบบสังคมวิทยานั้นอาจถือได้ว่าเวเบอร์ได้วางรากฐานไว้พอสมควรโดยการเข้าไปสังเกตบุคลิกของแต่ละศาสนาแต่ละพื้นที่แล้วนำมาเปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง และแบบแผนต่อไป ซึ่งต่อมาจอร์จ ซิมเมล ได้กล่าวย้ำในจุดยืนของสังคมวิทยาที่ว่าสังคมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของปัจเจกซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และจำเป็นที่จะต้องได้รับการศึกษาควบคู่กัน ดังนั้นบุคคลและสังคม จึงถูกจำแนกได้หลายส่วนในฐานะต่างๆ กันไป ซึ่งต่อมาฐานคิดดังกล่าวนำไปสู่การสร้างทฤษฎีเชิงสัญลักษณ์สัมพันธ์ โดยอัตลักษณ์ได้ปรากฏโฉมชัดเจนยิ่งขึ้นและยังเป็นฐานคิดให้กับนักคิดยุคหลังสมัยใหม่อีกด้วย “อัตลักษณ์ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” จึงเป็นส่วนที่บรรจบกับระหว่างจิตวิทยากับสังคมวิทยา โดยที่สังคมวิทยาก็ยังยืนยันในแง่ของสังคมที่เกิดจาปฏิสัมพันธ์นั่นเอง ความเป็นเราหรือตัวตนของเรา ถูกสร้างจากความคาดหวังของคนอื่น และผสมผสานกับการตีความให้เกิดความพึงพอใจ อย่างที่กอฟแมนเรียกทฤษฎีของเขาว่า การแสดงออกเชิงการแสดง หรือที่ คูลี่เรียกว่า “กระจกส่องตน” โดยที่ตัวตนที่แท้จริงอาจเป็นส่วนหลักฉาก ในขณะที่น่าฉากต้องแสดงตามบทบาทที่สังคมอยากให้แสดงออกไป เช่นนั้น ดังที่มีดได้กล่าวไว้ในส่วน ของ I และ Me นั่นเอง แต่ในส่วนของกอฟแมนนั่นยังถูกเพิ่มเติมด้วยกระบวนการทางจิต กับกระวนการทางสังคม บุคคลกับสังคม ภาวะมลทิน ทั้งหลายเหล่านี้หล่อหลอมบุคคลขึ้นให้มีอัตลักษณ์อย่างหนึ่ง ในด้านมโนทัศน์ทางจิตวิทยานั้น อัตลักษณ์ อาจเกิดขึ้นได้ในหลายระดับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของการศึกษาและการให้ความสำคัญในส่วนต่าง ๆ ที่เข้าไปทำการศึกษา เช่น ในส่วนวัฒนธรรมและบุคลิกภาพ นั้น สิ่งที่สำคัญคือ นักมานุษยวิทยาสายจิตวิทยา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางจิตวิทยาและแนวคิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม โดยที่คนนำในแนวคิดดังกล่าวคือ รูท เบเนดิกท์ ซึ่งศึกษามนุษย์จากสัณฐานทางวัฒนธรรม ซึ่งผสมผสานกันกับแนวคิดโครงสร้างหน้าที่ ว่าบุคลิกภาพหนึ่ง ๆ จะเป็นไปตามท้องถิ่นหนึ่ง ๆ เพื่อรับใช้หรือแสดงหน้าที่หนึ่ง ๆ โดยการศึกษาของเขานำการศึกษาเปรียบเทียบกับชนเผ่า อินเดียนแดง เทียบกับพฤติกรรมนั้น ๆ โดยนำเอาชื่อของเทพเจ้ากรีกมาอธิบายพฤติกรรม ซึ่งต่อมามีนักมานุษยวิทยาในสายเดียวกันให้ทัศนะเพิ่มเติมว่าสิ่งที่เกิดเป็นบุคลิกภาพของบุคคลเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ซึ่งจะสะท้อนบุคลิกภาพเหล่านั้นในทางวัฒนธรรม พิธีกรรม ความเชื่อ และสร้างสถาบันทางสังคม เพื่อดำรงสิ่งเหล่านี้ไว้ เช่น โรงเรียน (ซึ่งมีหน้าที่ ขัดเกลาทางสังคม ให้กับเยาวชน) ในขณะเดียวกันก็มีนักคิดอย่างมอส ออกมากล่าวกว่า โดยเนื้อแท้แล้วสิ่งที่เรากำลังให้ความสนใจอยู่นั้นเป็นเรื่องของตะวันตกให้คำนิยามขึ้นมา โดยที่เขาเชื่อในการเป็นเฉพาะที่มากกว่า ซึ่งเกี๊ยต ก็เป็นนักมานุษยวิทยาอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับทัศนะคนใน และการตีความเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก และเขาเองได้ศึกษาการใช้ภาษากับการสร้างตัวตนของบุคคลขึ้น โดยเขาทำการศึกษาที่สังคมโมร็อคโค โดยอาจจะบอกได้ว่านักมานุษยวิทยาสนใจกับการศึกษาตัวตนของคนจากวัฒนธรรม และวิถีชีวิตมากกว่าที่จะมาศึกษากลไกของสังคม แต่ก็ยังไม่ละทิ้งการอธิบายในระดับโครงสร้างเอาไว้ด้วย ส่วนอัตลักษณ์ในแง่มุมของแนวคิดหลังสมัยใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ได้กล่าวแล้วว่าอิทธิพลสำคัญคือแนวคิดทางทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์ แต่ทัศนะในเรื่องของความตายตัวขององค์ความรู้ในเรื่องอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและอธิบายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ความเป็นผู้ศึกษา และผู้ถูกศึกษา เป็นส่วนที่สลับกันไปกันมาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เราจะแสดงออกอย่างไรขึ้นอยู่กับวาทกรรมหลักของสังคมในตอนนั้นประกอบด้วย ซึ่งวาทกรรมคือส่วนที่ถูกสร้างให้เป็นความจริง และความถูกต้องของสังคม ซึ่งวาทกรรมหนึ่ง ๆ แสดงออกเพื่อปิดทับวาทกรรมอื่น ๆ ไม่ให้ปรากฏออกมาได้ ในที่นี้บริบททางเวลาและสถานที่จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างวาทกรรม ดังนั้นอัตลักษณ์ในที่นี้จึงเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ตามสถานะการณ์ สถานที่ โดยนัยนี้ขึ้นอยู่กับความคิด และวาทกรรมหลักของสังคมในช่วงเวลาและพื้นที่ดังกล่าวนั้นเอง นั้นอาจจะกล่าวสรุปได้ว่า อัตลักษณ์เป็นเรื่องที่มีส่วนร่วมกันอยู่ หลายประการ เช่นอัตลักษณ์เป็นเรื่องของปัจเจกคล อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการสร้างจากบริบทเชิงพื้นที่และเวลา (วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์) อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการให้คำนิยามและตีความ มีความหมายเชิงคุณค่า ซึ่งคุณค่าเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องได้รับความเป็นสากล แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมหรือการสร้างตัวตนจากวัฒนธรรมย่อยก็ได้ ทำให้เกิดการยอมรับซึ่งพหุลักษณ์ทางสังคม ซึ่งไม่เหมือนกับเอกลักษณ์ในคำนิยามสมัยแรกที่จะต้องสร้างเพื่อความเป็นปึกแผ่นของสังคมเท่านั้น แต่อัตลักษณ์เป็นเรื่องของการยอมรับในการรมีอยู่ของปัจเจกอย่างจริงจัง |
|
|||||
|
|